Preecha's profile8e88 Graphic : Preecha I...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    11/10/2005

    Why you always given to lie?

    I thought everyone don't like lier people., If someone always given to lying, and you've to know "the real" about it.,
     
    sometime and somebody will be angry and be force with violently,
    ...but for somebody They've choose pretend as like "foolishly" and never to ask "why you've not tell the true?" ...
     
    Maybe, it's so stupid., if you pretend like to folly. but i'm not sure, lier or folly... Who is right? .... Who is good? ... Who is bad?
     
    ... Do you've idea?
    10/27/2005

    Tried...

    I'm too busy right now, For the this time is in the deep shit... about work, family, money and someone.
    How should i do? Somebody said "Bad time as like wind, it'll be only the past"
     
    tried and hopless...
    9/14/2005

    เอาบ้านของหนู (กู) คืนมา! กับเรื่องสั้นแนวทดลอง

    คงเป็นบทเรียนของการทำธุรกิจเว็บไซต์ ที่เป็นกรณีศึกษาไปอีก case
    สำหรับคนที่ทำงานด้านเว็บไซต์หรือคนที่ใช้ internet เป็นประจำจนเหมือนขาดไม่ได้ คงจะรู้เรื่องนี้มาสักพักนึงได้แล้ว เป็นข่าวช๊อกวงการข่าวนึงในรอบปี

     

    จะว่าไปตัวผมเองก็เคยเขียนไดอารี่ออนไลน์เมื่อหลายปีก่อน ถึงจะไม่ใช่รุ่นที่บุกเบิกแต่ก็เป็นหน้าเก่าคนนึง จริงๆแล้วไดอารี่ของผมมันก็ไม่ใช่ไดอารี่ซะทีเดียว จะมีบ้างที่บางวันมีเหตุการณ์ที่ไปพบเจอมาแล้วอยากจะเขียน วันนั้นเนื้อความก็จะดูเป็นไดอารี่หน่อยนึง แต่ส่วนมากชีวิตผมก็จะไม่มีอะไรมาก ทำงาน-กลับบ้าน ไม่ค่อยมีเรื่องจะให้เขียนทุกวัน เลยเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยจะอัพเดทไดอารี่มากเท่าไหร่ ..... ส่วนมากไดอารี่ผมจะบอกเล่าเรื่องราวแบบปรุงแต่ง บทความที่เอาสิ่งประทับใจจากคนโน้นคนนี้มาปะติดปะต่อ บางทีก็เป็นเรื่องสั้น-เรื่องแต่ง ด้วยความที่ชอบและเคยคิดอยากจะเป็นนักเขียนก็เลยเขียนระบายลงในเว็บตัวเองนี่แหล่ะ

     

    แต่เนื่องจากชีวิตมันมีอะไรที่ไม่คาดคิดมากมาย เวลามีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น มีเรื่องเครียด เรื่องเสียใจสุดๆ บางครั้งมันก็เลยไม่ค่อยมีอารมณ์มาเขียนอะไรลงเว็บ สิ่งนี้หลายๆคนอาจจะพอประสบพบเจอมาบ้าง ... ก็เลยทำให้ช่วงหลังๆก็เลยขาดหายไม่ได้เขียนไปนานมาก และก็ไม่ได้ติดตามวงการไดอารี่ออนไลน์มากเท่าไหร่ จะมีแอบไปอ่านบันทึกของเพื่อนเก่าๆบางคนบ้างแค่นั้นแหล่ะ ..... ซึ่งจริงๆแล้วงานที่ผมทำมันก็ยังเกี่ยวเนื่องกับ internet อยู่ดี เรียกได้ว่าไม่ใกล้ไม่ไกลกัน ว่างั้นเถอะ

     

    นอกเรื่องมาเยอะแล้วทีนี้มาเข้าเรื่องที่เกริ่นสักที ..... กรณีของ ไดฮับ ที่เป็นข่าวครึกโครมขณะนี้ หลายคนคงรู้กันดีอยู่ ดังนั้นเรื่องราวขัดแย้งต่างๆก็ไปตามอ่านแถลงการณ์ของผู้รับผิดชอบ-เจ้าของ-ทีมงานเว็บเอาจะดีกว่า
    และบางความเห็นที่น่าสนใจจากชาวไดอารี่หน้าเก่า (คนคนเลิกเขียนไปแล้ว บางคนก็เขียนอยู่) ....ซึ่งใครจะถูกจะผิด จะดีจะเลว อยู่ที่วิจารญาณของคนอ่าน ..... ส่วนตัวผมเองไม่อยากจะแสดงความเห็นในการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายนึง เพราะก็รู้จักทั้ง 2 ฝ่ายพอสมควร (ถึงจะไม่สนิทมากขนาดซี้ปึ๊กก็ตาม) ....ใครล้ม ใครผิด เป็นสิ่งที่คนที่เคยรู้จักกันไม่ควรจะไปกระทืบซ้ำ ถ้าเขาไม่เคยทำให้เราเดือดร้อน ไม่สร้างความแค้นให้แก่กันจะดีเป็นที่สุด เพราะสังคมและใจของเขาเองจะลงโทษการกระทำของเขาอยู่แล้ว

    เท่าที่สอบถามและรู้มา เรื่องราวของ ไดฮับ อาจจะถึงโรงถึงศาลในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ .... คงจะมีเรื่องให้ติดตามกันอีก แต่ที่ผมจะบอกกล่าวก็เป็นเรื่อง user เก่าของ ไดฮับ ที่ลี้ภัยไปเว็บอื่นมากกว่า

     

    เท่าที่อ่านเรื่องความเห็นกรณี ไดฮับ .....ผมรู้สึกรำคาญกับความเห็นโวยวายแบบงอแงประมาณว่า "เอาบ้านของเราคืนมา" , "เอาความทรงจำเรากลับมา" จนลุกลามไปถึงการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายนึง โดยอาศัยวิจารณญาณจากการอ่านแถลงการณ์ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ซึ่งบางคนโดนชักนำกันง่ายเหลือเกิน ใครว่าอะไรก็บ้าจี้เชื่อตามเขา แต่พอรู้ข่าวอีกด้านก็รวนเรหันไปด่าคนที่เคยถือหางแบบที่อ่านแล้วยังงง เรียกได้ว่าอาการนี้มันเป็นอาการ "คิดเองไม่เป็น" และ "โดนสื่อชักนำ"

     

    ตัวผมเองหากจะด่าใครสักคน จะต้องมั่นใจว่าเขาผิดจริงๆ และก็กะจะแตกหักกันไปเลย ถึงจะด่า กรณีที่เฮโลไปด่าตามกระแส อาศัยลูกมั่วชุลมุนประมาณ "กูขอด้วยคน" ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง มันออกจะไร้สติไปหน่อย ..... ชาวไดฮับฯ บางคนก็มาทะเลาะตบตีมีเรื่องกันตามบอร์ด อันนี้ก็เยอะ ดูไร้สาระมากๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่คุณๆเอาเรื่องของคนอื่นมาใส่ในกบาลตัวเองจนเกิดอาการโมโหโกรธาไปซะแบบนั้น มันคล้ายๆกับเถียงกันเรื่องดูหนังเรื่องนึงที่คุณชอบทั้งคู่แล้วมานั่งวิจารณ์ทะเลาะกันแบบเด็กๆจะเป็นจะตาย (ผมแนะนำว่าโทรศัพท์นัดกันออกไปฟาดปากกันข้างนอก จะเคลียร์อะไรได้มากกว่า ด่ากันใน net ไม่สะใจหรอก)

    ....อย่าหาว่าผมใจร้ายรึปากหมาเลย สิ่งที่คุณมีในชีวิตของคุณมันมีมากกว่าสังคมบน internet คุณยังมีเพื่อนในชั้นเรียน มีพ่อมีแม่ มีอะไรที่ต้องทำประโยชน์ต่อสังคม มากกว่ามาใช้ชีวิตไร้สาระบนโลก internet อีกมากมาย .....ผมไม่ได้หมายความว่าสังคม internet มันไร้สาระไปซะทุกอย่าง


    เพื่อนหลายๆคนที่นิสัยดีๆ ผมก็ได้มาจากโลก internet .... หลายๆคนที่เคยมีสังคมร่วมกันที่ Thaidiarist ผมก็ยังติดต่อกันอยู่ โทรหากัน บางคนทำงานร่วมกันบางครั้ง รวมไปถึงเว็บที่ผมไปเล่นบอร์ดเป็นประจำทุกวันนี้อย่าง Rookienet รึ Thaiflasdev ก็มีเพื่อนใน net กลับมาเป็นเพื่อนในโลกจริงๆอยู่หลายคน ..........นึกถึงตอนที่ Thaidiarist แตกแยก ทุกๆคนรู้ดีและไม่ตีโพยตีพายมากมาย อาจจะมีเสียความรู้สึกกันบ้างแต่ก็ไม่มากมาย บางทีอาจจะเป็นเพราะตอนนั้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สังคมมันยังเป็นสังคมเล็กๆบน internet อยู่ ไม่ใช่เป็นกระแสมีคนเขียนขนาดเป็นเหยียบแสนคนแบบในปัจจุบัน ซึ่งคนมากขึ้น ปัญหาก็ตามมามากเป็นปกติ .....ซึ่งช่วงหลังๆมาผมมองว่าเว็บไดอารี่มันเหมือนเป็นแฟชั่นคล้ายโหวตรูป Sticker ตามเว็บไปแล้ว ....

     

    "วันนี้ตื่นมา กินข้าวคลุกปลาทู นั่ง BTS ไปโรงเรียน คุยกับเพื่อนแสนรู้ ไปเที่ยวสยาม กลับบ้าน นอนค่ะ"


    "เซงงงงงง อ้ายเพื่อนรู้จาย วันนี้ มานทามทู่เร่ดอีกแร่ะ ทามมายมานทามราย ม่ายเกรงจายกานเรย แย่มั่ก เด๋วพรุ่งนี้จาด่ามาน จบแร่ะ วันนี้เอาเท่าเนี้ยแร่ะ ....อ่านเส็ด เม้นทีนะค๊ะ"

     

    บางคนเขียนไดอารี่ประมาณนี้แทบทุกวัน มีทั้งภาษาประหลาด อ่านแล้วต้องใช้สมาธิสูง , ย่อความแบบสั้นๆ วันละบรรทัด (...ผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นเรื่องสั้นแนวทดลองแบบนึง...) จากนั้นจะไปเซ็น Guestbook ตามไดอารี่ชาวบ้านว่า "มาเม้นให้หน่อยนะ" ประมาณว่าต้องการลากเขามา อ่านไดอารี่แนวทดลองของตัวเอง แล้วก็เซ็น Guestbook ของตัวเองให้ด้วย เพื่อสร้างเรตติ้งกะจะดังกับเขาบ้าง ........ อันนี้จริงๆ ผมไปก้าวก่ายชาวบ้านที่เขาทำแบบนี้มันก็ไม่ถูกเท่าไหร่ เพราะเขาก็มีสิทธิ์จะเขียนไดอารี่ (แนวทดลอง) บนพื้นที่ส่วนตัวของเขาเองเหมือนกัน .......

     

    ในขณะที่กระแส ไดฮับฯ วงแตก กำลังครุกรุ่นไปด้วยเสียงต่างๆนาๆ .....ชาวไดอารี่แนวทดลองจำนวนมากกำลังแยกย้ายไปตามเว็บอื่นๆที่ให้บริการฟรีไดอารี่ ....สังคมก็กำลังหมุนเวียนไปตามธรรมชาติของมันต่อไป

    8/29/2005

    แด่เด็กชายที่ผมตกหลุมรัก..

    ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว 2547 ..... รู้สึกว่าปีนี้มีอะไรหลายอย่างในชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ...... ผู้หญิงที่เรารักและเขารักเรา มันก็ไม่เสมอไปที่จะลงเอยกันได้อย่างมีความสุข บางครั้งมันมีเหตุผลที่มากกว่านั้นและไม่สามารถอธิบายได้ บางอย่างสอนให้ผมรู้ว่าความรักที่แท้จริงไม่ใช่แค่ว่าหญิงชายชอบพอกัน แต่ผมได้พบว่าคนที่เรารักนอกจากพ่อ แม่ พี่น้อง ครอบครัว เพื่อนและแฟน ยังมีใครสักคนที่เราผูกพันได้แบบรู้สึกว่าเรารักเขาจริงๆ อาจจะเป็นความรักที่บริสุทธิ์เสียด้วยซ้ำ

     

    วันที่ 28 ธันวาคม 2547 มีข่าวที่ทำให้ผมเกิดอาการช๊อค หมดแรง และน้ำตาไหลอย่างควบคุมมันไม่ได้เลย ความรู้สึกนี้ผมกล้าพูดได้ว่ามันหนักหนากว่าการอกหักจากผู้หญิงแบบโง่ๆในอดีตของผม แบบที่เทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เด็กชายอายุ 8 ขวบ ที่ร่าเริง และค่อนข้างจะสนิทกันกับครอบครัวของผม เป็นโรคร้ายซึ่งไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เจ้าโรคร้ายนั้นมีชื่อว่า ลูคิเมีย

     

    แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่ร่าเริง แข็งแรงและซุกซนแบบนั้นจะถูกเจ้าโรคร้ายนี้คุกคาม วินาทีแรกที่ผมรู้ข่าว ผมถึงรู้ว่าตัวเรารักเด็กคนนี้มากแค่ไหน ครอบครัวของผมที่เป็นเพื่อนบ้าน เมื่อได้ยินข่าวนี้ เรารู้สึกโศกเศร้ากันอย่างบอกไม่ถูก แม่ของผมน้ำตาคลอ ทำให้ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้เหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกที่มากกว่าความผูกพัน ปกติเด็กคนนี้เป็นลูกของเพื่อนบ้านที่สนิทกัน แต่ด้วยความที่เราเห็นเด็กคนนี้มาตั้งแต่แบเบาะ ช่วยเลี้ยงดู เล่นกับเแกก็บ่อย และเด็กคนนี้ก็มานอนค้างบ้านผมบ่อยมากๆ ซนเหลือเกินจนบางครั้งผมต้องฟาดและตวาด เพราะดื้อได้เรื่องเลยทีเดียว แต่เป็นการดื้อแบบน่ารักของเด็กๆ เด็กคนนี้ผูกพันกับครอบครัวผม ราวกับว่าเป็นลูกคนเล็กของที่บ้าน วันเสาร์อาทิตย์บางสัปดาห์ที่ผมว่างและไม่มีงานตกค้าง ก็จะนั่งเล่นเกมกับแก บางทีเราก็ซื้อกระดาษซื้อสีมานั่งวาดรูปเล่นกัน บางทีคึกๆก็พาแกไปวิ่ง ไปเตะฟุตบอล ตีแบดฯ ไปตามเรื่อง ...แปลกอยู่อย่างนึงที่เด็กแข็งแรงคนนี้มักจะมีอาการเหนื่อยเร็วมากถ้าเล่นกีฬาที่ใช้กำลัง โดยไม่มีใครเอะใจเลยว่านี่คืออาการนึงของโรคร้ายที่ติดตัวแกมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่มันยังไม่แสดงอาการแค่นั้นเอง

     

    มาจนถึงวันนี้ 28 สิงหาคม 2548 ต้องขอขอบคุณแก ที่สอนให้ผมรู้จักชีวิตขึ้นมากมาย แกทำให้ผมลดการเหลวไหลเที่ยวเตร่เมาเหล้าลงมากๆ ผมรู้สึกละอายเวลาที่แกมาเห็นตอนผมแอบสูบบุหรี่ และชีวิตของแกได้สอนผมว่าความรักที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร หลังจากนี้ถ้าผมอกหักจากผู้หญิงคนใดก็ตาม มันคงจะไม่หนักหนาเท่ากับที่ผมรู้สึกสูญเสียครั้งนี้อีกแล้ว ชีวิตเด็กคนนึงที่ต้องทนทุกข์กับโรคร้ายมา 8 เดือน การดำเนินชีวิตก็ไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป ถ้าแลกกันได้ผมอยากจะรับความเจ็บปวดนี้มาไว้ที่ตัวเองบ้าง เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ผมรู้สึกแบบนี้ ครั้งแรกคือตอนที่แม่ของผมมีอาการโคม่าในโรงพยาบาล และครั้งที่สองกับเด็กคนนี้ซึ่งผมพึ่งรู้ตัวว่า ผมคงรักแกเข้าแล้วจริงๆไม่ใช่แค่ผูกพันและสงสาร

     

    หลังเหตุการณ์วิปโยค ซึนามิ ทางภาคใต้เพียงไม่กี่วัน คลื่นยักษ์อีกลูกก็เข้ามาถาโถมจิตใจและร่างกายของเด็กตัวเล็กๆคนนึง จนอับปาง จิตใจและความรู้สึกผมแย่ๆของผมคงจะเยียวยาได้ไม่นาน แต่จิตใจของเด็กตัวน้อยๆคงจะยากลำบากในการต้านทานคลื่นร้ายแรงลูกนี้

     

    ....ผมคงจะร้องไห้ต่อหน้าแกไม่ได้ เพราะแกเข้มแข็งเอามากๆ ตอนไปนอนค้างที่โรงพยาบาลยังร่าเริงแจ่มใสอยู่เหมือนเดิม ผมแอบเห็นแกแอบนอนร้องไห้เวลาพ่อแม่ของแกและครอบครัวของผมหมดเวลาเยี่ยม คือช่วงเวลา 2 ทุ่ม แกคงเกิดอาการคิดถึงบ้าน เกิดอาการสับสนและกังวล แต่ก็ไม่อยากให้คนรอบข้างรู้ว่าตัวเองเหงาและว้าเหว่เพียงใด เข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นทุกเดือน จนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต

     

    ก่อนแกจะเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้ายและจากไป ..... แกพูดอยู่บ่อยๆว่าโรคของแกรักษาไม่มีวันหาย , ไม่อยากจะอยู่ , เจ็บปวด ก่อนแกจะจากไป 1-2 วัน แกพูดกับแม่ของแกว่า "เดี๋ยวจะมีคนมารับเบนซ์แล้ว" เหมือนเป็นลางบอกเหตุ ตอนที่พิมพ์ข้อความนี้น้ำตาผมไหลอยู่ตลอดเวลา ครอบครัวผมและพ่อแม่เด็กก็ร้องไห้ตลอด แกอาจจะจากเราไปเร็วเกินควร แต่เราก็ห้ามวิถีทางกรรมไม่ได้ ไม่ว่าช้า-เร็ว เราก็ต้องลาจากกันทุกคน ไม่ว่าจะยังไง แกจะเป็น น้องชาย หลานชาย ลูกชาย ของผมและครอบครัวไปตลอดกาล ..... หลับให้สบายนะเบนซ์ พี่จะรักเบนซ์เสมอ .....

    8/26/2005

    เศรษฐกิจไทย = 3 ล้อถูกหวย

    เศรษฐกิจไทยมันเริ่มนิ่ง ทรงตัว รึอาจจะเรียกได้ว่าแย่ ค่อนข้างฟืดเคืองในช่วงนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้สักปีนึงประชาชนชาวไทยตีปีก สนุกสนานกับสถานการณ์เศรษฐกิจฟื้นตัวที่รัฐบาลออกมาประกาศอย่างน่าภูมิใจ

    เพียงแค่ปีเดียวสถานการณ์เศรษฐกิจก็พลิกตลบ กลายเป็นค่อนข้างจะเริ่มแย่ และส่อแววว่าอาจจะแย่หนักไปกว่านี้ ........ตัวเลขขาดดุลของไทยขึ้นสูงปรี๊ด จำนวนหนี้มากขึ้น เงินเฟ้อ ของแพง น้ำมันขึ้นราคา จำนวนคนตกงานมากขึ้น... พูดง่ายๆว่าพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่ประมาณตัวกับปัจจัยภายนอกที่กำลังแย่ๆมันผสมผสานกันในขณะที่เรากำลังหลงระเริงยินดีปรีดากันว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้น กำลังรุ่ง ......รัฐบาลไทยก็ไม่ทันจะฉุกคิด (รึรู้อยู่แล้วแต่ไม่ประกาศข่าวร้าย แต่บอกเพียงข่าวดีเพื่อสร้างภาพก่อนการเลือกตั้ง) ......ทั้งนี้ไม่ได้จะด่าว่ารัฐบาลไทยแต่อย่างใด เพราะไอ้ผมก็คนธรรมดาไม่ได้จบด้านเศรษฐศาสตร์ แต่มาระบายใน blog ด้วยความรู้แบบงูๆปลาๆนี่แหล่ะ
     
    จริงๆแล้วสถานการณ์ของผู้บริหารแนวทางเศรษฐกิจก็ลำบากไม่น้อย ......แต่โดยหลักการจริงๆเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว รัฐบาลก็น่าจะสกัดจุดซะก่อน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ประชาชนก็จะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้น, บริษัทเล็กๆย่อยๆเปิดกันมากขึ้น, บริษัทยักษ์ๆผุดโปรเจคมาแข่งกัน, บ้าน-ที่ดินเริ่มแพง เพราะขายดีทำให้โครงการก่อสร้างเกิดใหม่กันมากมาย .......แน่นอนว่าเมื่อเงินหาง่าย ทำอะไรก็ขายได้หมด คนส่วนมากก็เลยเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ เพราะคิดว่ายังไง (กู) หาเงินมาใช้หนี้ได้สบายๆอยู่แล้ว ขอเอาเงินไปหมุนก่อน
     
    ตรงนี้ถ้าจะมองจริงๆ รัฐบาลแก้ได้ไม่ยาก ก็ขึ้นดอกเบี้ยไป คนจะได้ประหยัดอดออมกันมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยสูง ....ส่วนไอ้พวกกู้หนี้ยืมสิน ชอบหาภาระมาให้ตัวเองก็จะได้ไม่กล้าหาเรื่องเป็นลูกหนี้ เพราะดอกเบี้ยมันแพง .....แต่ทำไมรัฐบาลไม่ทำตั้งแต่สัญญาณเศรษฐกิจเริ่มดีช่วงกลางปี
    '46? ....ตรงนี้น่าคิด เพราะขนาดคนที่ไม่ได้มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์อย่างตัวผมเอง ยังมองออกเลยว่าช่วงนั้นมันเริ่มฟื้นแล้ว สัญญาณจากตลาดหุ้น การส่งออก มันบ่งบอก ....รัฐบาลก็น่าจะมองออก แต่ทำไมไม่สกัดจุดแต่แรก? ....เหตุผลอาจจะมีหลายอย่าง ถ้าขึ้นดอกเบี้ย สกัดจุดตั้งแต่ ตอนนั้น รัฐบาลคงจะกลัวว่าเงินทุนจากนอกประเทศคงจะไหลเข้ามาในประเทศน้อยลง ประชาชนก็จะไม่ค่อยจับจ่าย เศรษฐกิจก็หมุนเวียนช้าขึ้น ....... ทีนี้รัฐบาลก็คงจะจับตาตรงนี้อยู่แล้วว่าถ้าปล่อยไปนานๆไม่สกัดจุดมันต้องมีปัญหาแน่ๆ แต่ถ้าสกัดจุดทันทีก็แย่เหมือนกัน
     
    .....เปรียบไปก็เหมือนเด็กๆที่ไปซื้อเสลอปี้ที่ร้าน 7-11 ชอบกดเสลอปี้จนล้นถ้วย ประมาณว่าถ้ามันยังไม่ล้นจนเลอะเทอะหกเรี่ยราดก็กดเติมต่อไป ประมาณขออีกนิดนึงมันยังไม่ล้นไม่หกหรอกน่า บางทีก็แอบกินตอดนิดตอดหน่อยกันสนุกสนาน.......ซึ่งกว่ารัฐบาลจะมาสกัดจุดประกาศขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้ก็สายไปซะแล้ว ซึ่งใครๆก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่าความซวยเรื่องสถานการณ์น้ำมันมันจะเข้ามามีเอี่ยวจนแก้ไขอะไรไม่ทัน เสลอปี้ หกเรี่ยราดเต็มพื้นไปหมด ต้องมาเช็ดถูทำความสะอาดกันละทีนี้
     
    ปัญหาใหญ่ๆตอนนี้ คือเรื่องเงินเฟ้อ ของแพง น้ำมันแพง ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวเรา จะไปเหมารัฐบาลทั้งหมดมันก็เกินไป เพราะบางครั้งจะไปใช้มาตรการเศรษฐกิจบางอย่าง มันก็ไม่เหมาะกับคนไทยส่วนมาก

    ........ ถ้ายกตัวอย่างประเทศที่นโยบายการเงินบ้าบิ่นมากๆก็ไม่ใกล้ไม่ไกล ประเทศจีนนี่แหล่ะ ลักษณะการเงินการทำงานของคนจีน ประมาณว่ายอมทำงานหนักได้เงินน้อย ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ได้ข้าวกินก็ยังดี ...ลงทุน 100 บาท ได้กำไร 1 บาท ก็เอา เรียกได้ว่ายอมทำงานหนักจนน่ากลัว ค่าแรงต่ำ สินค้าก็เลยถูก ซึ่งตรงข้ามกับประเทศตะวันตกบางประเทศที่คนบ้านเขาขี้เกียจ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ นั่งๆนอนๆให้รัฐบาลเลี้ยง ไอ้คนประเภทนี้มีเยอะซะด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเกิดมาให้หนักโลกทำไม

    กลับมาที่คนไทยและรัฐบาลไทย ....ดูแนวทางแล้วเห็นรัฐบาลประกาศว่าจะเป็นคู่แข่งกับจีนในการส่งออกสินค้าบางประเภท ซึ่งนโยบายก็ดูเหมือนว่าจะสู้กับจีนด้วยคุณภาพไม่ใช่ที่ราคา ......แต่นโยบายเรื่องการเงินบ้านเรา ดูเหมือนพยายามแข่งขันกับจีน (ทั้งๆที่แข่งแบบนี้ ปิดประตูแพ้อยู่แล้ว) ประชาชนไทยชั้นกลาง+รากหญ้า เลยต้องแบกรับภาระการเงินจนหนักอึ้ง ดูเหมือนรัฐบาลต้องการกดค่าแรงให้ถูกที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อแข่งกับจีน แต่นโยบายการเงินดันไม่เข้มงวด เพราะว่าต้องการเงินจากนอกประเทศเข้ามาหมุนเวียนให้มากที่สุด รวมไปถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนในประเทศเพื่อขับดันเศรษฐกิจ ..... หวังจะแข่งกับจีนเต็มที่
     
    ......... ตรงนี้มันก็มีข้อดีข้อเสีย ถ้าประชาชนในประเทศประหยัด ไม่สร้างหนี้ ขยันทำงาน แบบนี้ดีแน่นอน แต่ส่วนมากจะเป็นตรงกันข้าม เพราะคนจีนนิสัยไม่เหมือนคนไทย.......

    ประชากรส่วนใหญ่ในไทยมักจะไม่ค่อยมองความจริงกันและไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ มีกำลังแค่ไหน ..... คนส่วนมากจะหาหนี้ใส่ตัว ประมาณว่าอยากได้อะไรก็ไม่คิดจะทำงานหนักเพื่อให้รายได้เพิ่ม แต่ไปอาศัยเงินอนาคตคือหนี้นั่นเอง
    เมื่อรัฐบาลปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำ มาตรการการเงินไม่เข้มงวด คนพวกนี้ก็จะมากขึ้นๆ .....คนที่ซื้อรถราคา 5 แสน มีเงินเก็บ 2-3 หมื่นบาทก็ซื้อได้แล้ว ซึ่งมันง่ายจนเกินไป และมีอยู่มากที่คนเหล่านี้ผ่อนจ่ายไม่ทันรถโดนยึดไปก็มีเยอะ บางคนก็หนีหนี้จนเป็นหนี้เสียให้กับระบบเข้าไปอีก ....อีกเรื่องก็คือหนี้บัตรเครดิต ...ปัญหาที่บอกๆมาเป็นปัญหาของชนชั้นกลาง
    ส่วนปัญหาของชนชั้นรากหญ้าก็ไม่แพ้กัน ไอ้โครงการกองทุนหมู่บ้านโดนเอาไปใช้ผิดๆกันซะเยอะ ชาวบ้านส่วนมากกู้เงินมาก็เอาไปถอยรถกระบะป้ายแดงกันเริงร่า สร้างหนี้กันเข้าไปอีก
     
    ดูๆแล้วไม่รู้รัฐบาลคิดถูกรึคิดผิดที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบนี้ ซึ่งแน่นอนว่าชาวบ้านเริงร่า แต่คนรวยคือนายทุนที่เป็นเจ้าหนี้และเจ้าของสินค้า ในขณะที่ค่าที่ค่าแรงต่ำ ต้นทุนถูก ........
    คนไทยดูเหมือนจะใช้เงินกันแก่แดดเกินตัวกันเหลือเกิน นับวันก็ยิ่งซึมซับวัฒนธรรมการผลาญเงินแบบชาติตะวันตกจนเหมือนเขาเข้าไปทุกวัน  ......... ยกตัวอย่างก็คืออเมริกา (อีกแล้ว) ถ้าอเมริกาไม่มีเงินที่ชื่อว่า ดอลล่าห์ ที่ทุกประเทศต้องการ ประเทศคงจะล่มสลายไปนานแล้ว ทุกวันนี้ที่ธนาคารทุกประเทศกดดอกเบี้ยให้ต่ำก็เพราะต้องการอุ้มเงินดอลล่าห์กันทั้งนั้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ถ้าใครมีเงินฝากธนาคารต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำไป ........ทำไมทุกประเทศต้องอุ้มอเมริกา? อเมริกามีประชากรทั้งหมดเป็น 5% ของโลกแต่เป็นประเทศที่บริโภคเกินตัวสุดๆ ผลผลิตทั่วโลกถึง 25% ถูกคนอเมริกาที่มีแค่ 5% ของโลกเอามาใช้สวาปามกัน เป็นการไม่สมดุลอย่างที่สุด ส่วนที่เกินมานับว่ามากโขถ้าเอาไปให้ประเทศที่เขาขาดแคลนอย่างแถบแอฟริกาคงจะดีไม่น้อย ..........แต่ทว่าถ้าอเมริกาเจ๊งบ๊ง ตลาดแหล่งส่งออก 25% ของโลกก็จะหายไปด้วย ตลาดใหญ่แบบนี้มันก็เลยต้องประคบประหงมกัน ถึงจะเกลียดมันแค่ไหนก็ฆ่ามันไม่ลงว่างั้นเถอะ ......แต่ก็เหมือนคนอเมริกาส่วนมากก็ไม่รู้ตัวเอง ยังเพลิดเพลินกับความสุขสบายบนความทุกข์ของคนประเทศอื่นที่ทำงานหนัก .....ไม่แปลกหรอกที่คนอเมริกาทำงานวันละไม่เท่าไหร่ก็ได้เงิน
    มากกว่าคนจีนที่ทำงานกันหลังขดหลังแข็งหลายเท่า ดูแล้วมันน่าสลด...
     
    แต่ยังไงคนไทยก็ไม่ใช่คนอเมริกา ....ขืนไปตามตูดอเมริกามากเข้า เศรษฐกิจบ้านเราก็น่าเป็นห่วงมากขึ้น ..........คนไทยยังใช้เงินกันแบบแก่แดดคงไม่พ้นสภาพ 3 ล้อถูกหวยแน่ๆ
    4/26/2005

    ล้าหลัง คลั่งชาติ (ภาคจบ ..นานกิง)

    มาเอ่ยจากเมื่อวาน เรื่อง ล้าหลัง คลั่งชาติ กันต่อ ทีนี้จะกล่าวถึง สงครามนานกิง แบบเต็มๆสักที

    เรื่องที่ญี่ปุ่นชำระประวัติศาสตร์ใหม่แบบอ้อมๆ โดยมีเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่บิดเบือนลงไปในแบบเรียน ทำให้ประชาชนจีนและเกาหลีไม่พอใจจนต้องออกมาโวยวายกันตอนนี้
    หากใครศึกษาเรื่องสงครามนานกิงอยู่บ้าง คงจะรู้ดีว่าญี่ปุ่นทำสิ่งที่อัปยศเอาไว้กับจีนและเกาหลีแบบที่ไม่น่าจะให้อภัย โหดกว่าเยอรมันที่ฆ่ายิวซะอีก แต่ที่ไม่ค่อยเป็นที่เผยแพร่กันออกไปในวงกว้าง เพราะญี่ปุ่นทำลายหลักฐานและพยายามปกปิดสิ่งเหล่านี้มาตลอด

    ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นสร้างประเทศและปูทางมาแบบแข็งแกร่ง เนื่องจากกลัวชาติมหาอำนาจจะเข้ามายึดประเทศตัวเอง โดยเฉพาะในสมัยเอโดะตอนปลาย อเมริกาเดินทางมาเจรจา บังคับทางอ้อมและกดดันให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่เงียบๆคนเดียวไม่คิดจะไปยุ่งกับใคร อเมริกาเจรจาให้ญี่ปุ่นเปิดอ่าวและใช้ข้อบังคับเรื่องภาษีกับญี่ปุ่น เพราะอเมริกาต้องการให้ญี่ปุ่นเป็นฐานไปสู่จีน เพื่อผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาล ด้วยความที่ญี่ปุ่นยังไม่มีอะไรจะต่อต้านได้เลยจำเป็นต้องทำตามอเมริกาในตอนนั้น ด้วยความกลัวชาติตะวันตก (อาจจะเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นแค้นฝังลึกอเมริกามาตลอด จนเปิดฉากโจมตี เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เป็นได้) หลังจากนั้นด้วยความกลัวญี่ปุ่นจึงสร้างกองกำลังทหารและปลูกฝังความรักชาติแบบหัวทิ่มหัวตำให้กับประชาชนตั้งแต่นั้นมา เด็กตัวเล็กๆเข้าโรงเรียนก็โดนสอนความรักชาติแบบยิ่งยวดจนเกินเหตุ


    ประมาณว่าชาวอาทิตย์อุทัยเป็นชาติที่เหนือกว่าคนชาติอื่น มองตัวเองเป็นเทพ แต่ชาติอื่นเป็นผักปลา ฆ่าได้โดยไม่ผิดถ้ารบเพื่อจักรพรรดิ .....จนความกลัวของชาติญี่ปุ่นกลายเป็นความเหิมเกริมในเวลาต่อมา จากที่คนเคยติ่มๆเงียบๆ เปลี่ยนไปเป็นคนซาดิสต์ตั้งแต่นั้นมา หนัง AV. ญี่ปุ่น อาจจะกำเนิดเกิดมาเพราะเหตุฉะนี้.... (เกี่ยวมั๊ยวะ)

    ต่อมาในสมัยเมจิ ญี่ปุ่นเริ่มกล้าแข็งมากขึ้น แต่ปัญหาก็เกิดเป็นเงาตามตัว เนื่องจากประเทศเป็นเกาะ เลยคิดจะขยายอาณาเขต โดยสิ่งแรกที่ญี่ปุ่นเริ่มแสดงความโฉดก็คือเข้ายึด เกาะกิวริว เพื่อก้าวไปสู่แหลมเกาหลีที่ตอนนั้นจีนครอบครองอยู่ ทำให้จีนเคืองญี่ปุ่นมาก และเกิดสงครามครั้งแรกของจีนและญี่ปุ่นขึ้นมา
    ซึ่งดูๆไปแล้วญี่ปุ่นไม่น่าจะเอาอะไรไปสู้จีนได้ แต่กองทัพเรือของญี่ปุ่นเชี่ยวชาญการรบมากกว่าและจีนเองมีปัญหาภายใน ทำให้จีนพ่ายแพ้และต้องชดเชยค่าสูญเสียในสงครามให้กับญี่ปุ่นรวมทั้งยกเกาะไต้หวันให้ญี่ปุนด้วย...

    จีนเจ็บช้ำเพราะญี่ปุ่น เป็นระลอกแรก !!

    มองกลับมาที่ปัญหาภายในของจีนในยุคเวลานั้น ระบบฮ่องเต้กำลังจะเริ่มล่มสลาย ประชาชนแตกแยกเป็นกลุ่ม ติดฝิ่นกันงอมแงม เหลวแหลกไม่ทำมาหากิน จักรวรรดิยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษเข้ามาแทรกแซงการเมือง ...ยุคนี้จีนปกครองประเทศโดย ซูซีไทเฮา หญิงเหล็กจอมโหด ซึ่งจากนี้ไปไม่นานจีนจะเข้าสู่ยุค The Last Emperror รึกษัตริย์องค์สุดท้ายของจีนพอดิบพอดี  ก็คือ จักรพรรดิปูยี ผู้อาภัพ และจะกลายเป็นหุ่นเชิดของญี่ปุ่นในเวลาต่อมา...

    กลับมาที่ฝั่งญี่ปุ่น เมื่อรบชนะจีน ทำให้ชาติตะวันตกเริ่มหันมามองญี่ปุ่นมากขึ้น หลังจากขจัดจีนออกไปได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะยึดคาบสมุทรเกาหลีได้ง่ายๆ ยังมีรัสเซียที่เป็นกระดูกชิ้นโต แต่ทั้งสองประเทศคงกลัวๆเสียวๆกันเอง เลยทำข้อตกลงกันว่าจะปล่อยให้เกาหลีได้รับเอกราช โดยจะมีผลประโยชน์ในเกาหลีร่วมกัน ....
    แต่แล้วต่อมาหมีขาว รัสเซียก็เริ่มขู่ญี่ปุ่นเข้าให้ก่อน โดยเข้าไปยึดจีนในบางมณฑลที่ติดกับเกาหลี และเข้าไปตั้งฐานในเกาหลีภาคเหนือ (เกาหลีเหนือ) ซะงั้น ....ทำให้ญี่ปุ่นเต้นแร้งเต้นกา จนต้องรบกับรัสเซียในที่สุด แต่ญี่ปุ่นก็รบชนะอีก ทำให้ได้สิทธิ์ครอบครองเกาหลีแบบเต็มๆ

    ต่อมาญี่ปุ่นได้เป็นพันธมิตรกับอังกฤษเพราะต้องการขับไล่เยอรมันที่เริ่มแข็งแกร่งให้ออกจากจีนไป โดยญี่ปุ่นได้ผลประโยชน์ครั้งนี้อยู่มาก เพราะไปทัสัญญาแบบเอาเปรียบจีนอยู่หลายข้อ รวมไปถึงขอใช้สิทธิเหนือมณฑลต่างๆ เช่น มองโกเลีย และ แมนจูเรีย ก็คล้ายๆกับโดนยึดพื้นที่กลายๆ นั่นแหล่ะ
    ดูเหมือนอังกฤษไม่ได้พยายามคานอำนาจความเหิมเกริมของญี่ปุ่นได้เลย อาจจะเป็นเพราะว่าญี่ปุ่นได้รับผลประโยชน์ในมณฑลที่ค่อนข้างห่างไกล แต่อังกฤษกอบโกยจากจีนมาเยอะแล้ว และแทรกแซงการเมืองจีนเป็นผลสำเร็จ รวมถึงการได้ครอบครองเกาะฮ่องกงก่อนหน้านี้ จะไปมีเรื่องกับญี่ปุนก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าจะทำนัก

    แต่ต่อมาไม่นานญี่ปุ่นก็เริ่มหนักข้อขึ้น ...ตั้งแมนจูเรียเป็นประเทศราช และเชิญให้จักรพรรดิปูยีมาเป็นประมุข เพื่อจะได้เป็นหุ่นเชิด เพื่อการยึดประเทศจีนอีกที ...ด้านจักรพรรดิปูยีเองก็ยินดี เพราะอยู่ในจีนต่อก็โดนทางอังกฤษกดดันและแทรกแทรงทางการเมือง คงคิดว่ามาตายเอาดาบหน้ากับญี่ปุ่นดีกว่า ซึ่งตัดสินใจผิดถนัด และทำให้จีนสิ้นยุคจักรพรรดิ์ในเวลาต่อมา จากนั้นญี่ปุ่นเริ่มขึ้นฝั่งจีน และเข้ายึดทีละเมืองโดยที่จีนไม่สามารถจะต่อกรได้ เมืองเซี่ยงไฮ้-กวางตุ้ง และ นานกิง โดนยึดเสร็จสรรพ ..... กองทหารจีนประกาศยอมแพ้ ทหารจีนแตกทัพต้องซุกซ่อนตัวกันจ้าละหวั่นเพราะกลัวทหารญี่ปุ่นฆ่าทิ้ง

    จีนเจ็บช้ำเพราะญี่ปุ่น เป็นระลอกที่สอง !!

    เหตุการณ์ที่นานกิงเกิดขึ้น เพราะว่าญี่ปุ่นปักหลักอยู่ที่นี่เนื่องจากติดกับปักกิ่ง หลังจากญี่ปุ่นได้รับชัยชนะ กองทหารญี่ปุ่นก็เฮสนั่นอยู่บนกำแพงเมืองจีน .... ทีนี้ญี่ปุ่นจะทำยังไงกับจีนก็ได้ ผู้ชนะย่อมทำได้ทุกอย่าง
    เรื่องสุดโหดและเวทนาจึงเกิดขึ้นกับชาวจีน .....ญี่ปุ่นมองว่าประชาชนจีนในเมืองนานกิงมีมากจนเกินไป ปกครองได้ยาก ประกอบกับเสบียงอาหารหลังสงครามมีน้อยจนไม่พอจะเลี้ยงเชลยศึกชาวจีน
    ...ผู้นำทหารญี่ปุ่นเลยคิดเกมฆ่าคนจีนขึ้น โดยให้ทหารฆ่าคนจีนทุกคนที่พบเห็น ใครฆ่ามากถือว่ายิ่งมีผลงาน .......ชาวบ้านธรรมดาจะเอาอะไรไปสู้ทหารได้ ได้แต่หลบๆ ซ่อนๆ ถ้าทหารญี่ปุ่นเจอเข้าโดนฆ่าสถานเดียว

    การฆ่ามีหลากหลายรูปแบบอยู่ที่ว่าทหารคนไหนจะคิดวิธีโหดๆในการจัดการ ....ให้เชลยจีนคุกเข่า เอาปืนจ่อหัวแล้วยิง, เอาดาบซามูไรบั่นคอให้ขาด เหมือนกำลังประหารชีวิต ...เอาน้ำมันราดจุดไฟเผาทั้งเป็น ....เฉือนบั่นอวัยวะทีละชิ้นจนเชลยตาย ...คว้านไส้สดๆออกมาทั้งๆที่เชลยยังเป็นๆ ....ฝังเชลยจีนเป็นๆ โดยเหลือแค่ส่วนคอและศีรษะไว้ จากนั้นก็ปล่อยให้สุนัขในกองทหารรุมทึ้งท่อนบน .... สารพัดวิธีที่จะทรมานทั้งเป็นก่อนเชลยจะตาย

    เพื่อนทหารญี่ปุ่นคนอื่นที่นั่งดูเพื่อนฆ่าเชลยจีนก็สนุกสนานเหมือนกำลังดูตลกเชิญยิ้มอะไรแบบนั้น สิ่งที่อัปยศกว่านั้นก็คือการข่มขืนเชลยแล้วฆ่า ทางการญี่ปุ่นในตอนนั้นก็ออกคำสั่งห้ามทหารข่มขืนเชลย แต่ห้ามยังไงก็ห้ามไม่ได้ คุมได้ยาก  ทหารญี่ปุ่นมักทำอะไรซาดิสต์ๆ บางทีให้เชลยหญิงแก้ผ้าเต้นโชว์ด้วยน้ำตานองหน้า หลังจากนั้นก็รุมลงแขกมุสลิมปาร์ตี้ แล้วก็ฆ่าทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าคนตายพูดไม่ได้ ถ้ามีเชลยไปฟ้องผู้นำทหารว่าโดนทหารข่มขืน จะมีความผิด เลยฆ่าทิ้งซะดีกว่า เลยเป็นเหมือนวัฒนธรรมในตอนนั้นที่ข่มขืนแล้วฆ่า ยังไงก็ไม่มีความผิดแน่ๆ

    หนักข้อกว่านั้นก็คือบางครั้งทหารญี่ปุ่นไปพบเชลยจีนอยู่เป็นครอบครัว ก็มีไอเดียอุบาศก์สุดๆ โดยให้พ่อร่วมเพศกับลูกสาวตัวเอง รึให้ลูกชายร่วมเพศกับแม่ โดยที่ทหารญี่ปุ่นนั่งดูกันอย่างสนุกสนาน หลังจากนั้นก็ฆ่าทิ้งอย่างไม่ใยดี แม้แต่เด็กทารกและเด็กเล็กๆก็ไม่ละเว้น จากที่อ่านหนังสือมา บางครั้งทหารญี่ปุ่นได้ยินเสียงเด็กทารกร้อง เกิดความรำคาญเลยเอาระเบิดไปยัดใส่ไว้ในปากเด็ก จากนั้นก็ระเบิด ตูม!! โหดดีแท้ๆ

    ทุกๆวันกองทหารญี่ปุ่นจะกวาดต้อนเชลยจีนที่จับได้ไปที่หลุมขนาดใหญ่ ซึ่งขุดไว้สำหรับต้อนเชลยมาฆ่าแล้วทิ้งไว้ที่นี่ ...ราวกับว่าต้องการกวาดล้างชาวจีนให้หมดไปจากโลก ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่เดือนที่เข้ายึด จากบันทึกชาวจีนเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ 3-4 แสนคน ผู้หญิงโดนข่มขืนราว 8 หมื่นคน แต่ถ้าจะนับจริงๆจากข้อมูลที่มีการปิดบัง น่าจะมีจำนวนมากกว่านี้ ...
    ซึ่งเอาแค่ข้อมูลที่เปิดเผย ผู้คนในนานกิงยังสูญเสียมากกว่าที่ญี่ปุ่นโดนระเบิดปรมาณูบอมบ์ฮิโรชิมาและนางาซากิประมาณหลายเท่าตัว ....หลังจากเหตุการณ์ในนานกิงและโดนระเบิดปรมาณู ทหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยอมฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้องเพราะรับไม่ได้กับคำว่าพ่ายแพ้

    อ่านแล้วเป็นยังไงบ้าง ถ้าเป็นคนจีนแล้วแค้นญี่ปุ่นเรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องปกติ แต่ผมไม่เข้าใจเกาหลีที่เป็นเดือดเป็นร้อนมากมายขนาดนั้น เกาหลีเคยเป็นทั้งเมืองขึ้นของจีนและญี่ปุ่น แต่เรื่องการสูญเสียคงไม่สูญเสียเท่ากับจีน ที่ญี่ปุ่นชำระประวัติศาสตร์ใหม่ลงในแบบเรียนแบบเข้าข้างตัวเอง ถ้ามองในแง่ดี ญี่ปุ่นคงอยากจะลืมเหตุการณ์ที่ประเทศตนสร้างเอาไว้เหมือนกันและไม่อยากให้ลูกหลานประเทศตัวเองรับรู้เรื่องราวเฮงซวยที่ตัวเองก่อ ถ้ามองในแง่ลบ ก็คือ ญี่ปุ่นไม่คิดจะแสดงความเสียใจกับสิ่งเหตุการณ์ที่ก่อ และทำเป็นเหมือนไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ประมาณไม่รู้ไม่ชี้ .........


    คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคนรุ่นของเขา เป็นเรื่องของสมัยก่อน แต่ก็เสียใจกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น (จะเอาอะไรกับตรูนักหนา...ไปด่ารุ่นปู่รุ่นตาของตรูเอาเองละกัน)

    ดูๆไปเรื่องนี้มันก็มาคล้ายกับกรณีแถวๆแถบบ้านเราหลายเรื่อง ประวัติศาสตร์แต่ละประเทศที่เขียบนขึ้นมาก็เข้าข้างประเทศของตัวเองทั้งนั้น ลาว ไทย เขมร ไม่มีใครผิด-ถูก
    จริงๆแล้วไม่อยากเกิดมาในโลกที่มีขอบเขตแบ่งกันเลย จะเดินทางทีก็วุ่นวาย บางครั้งทำไมไปที่โน่นที่นี่ไม่ได้ ...... การแบ่งแยกทำให้เกิดสงคราม ดีซะที่ไหนกัน

    อ่านเรื่องนานกิงมาหลายรอบ ถึงจะรู้เรื่องความเลวร้ายของญี่ปุ่นในอดีต แต่ของใช้ในบ้านบางอย่างยังก็เป็นสินค้าพี่ยุ่น .... โดยเฉพาะหนัง AV นางเอกจิ้มลิ้ม -__- .....ที่ญี่ปุ่นทำได้มีคุณภาพอันดับต้นๆในใจของหลายๆคน :P

    4/25/2005

    ล้าหลัง..คลั่งชาติ (ภาค1)

    กระแสต่อต้านญี่ปุ่นช่วงนี้รุนแรงเหลือเกิน


    จีนและเกาหลีค่อนข้างต่อต้านแบบหัวชนฝาเกี่ยวกับเรื่องที่ญี่ปุ่นพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ลงในแบบเรียนที่สอนเยาวชนในประเทศของตัวเอง .....


    ใครที่เคยอ่านหนังสือเรื่องเกี่ยวกับ โศกนาฎกรรมที่นานกิง คงจะคิดว่าถ้าเราเป็นคนจีนและเกาหลี ก็คงจะประท้วงหัวชนฝาที่ญี่ปุ่นพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์แบบนั้นแน่ๆ .
    .... ประเทศไทยไม่ได้ถูกญี่ปุ่นย่ำยีมากมายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะหลังจากญี่ปุ่นขึ้นฝั่งไทยได้ไม่เท่าไหร่ก็แพ้สงคราม เพราะโดนปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ
    ซึ่งจะว่ากันจริงๆแล้วช่วงที่ว่าเหมือนประเทศไทยยอมเป็นเบี้ยล่างให้กับญี่ปุ่นแต่โดยดี เลยไม่ได้เสียหายอะไรมาก ที่ดูแล้วน่ากลัวก็คือญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 2 วันหลังจากขึ้นฝั่ง ยึดอำนาจและบังคับรัฐบาลไทยให้เข้าร่วมกับฝ่ายตัวเอง


    ไทยเราก็เหมือนตกเป็นเมืองขึ้นชั่วคราว ซึ่งถ้าปล่อยไปนานๆคิดว่าญี่ปุ่นก็อาจจะย่ำยีชาวไทยเหมือนที่ทำกับจีนและเกาหลีก็เป็นได้ ....ใครว่าเมืองไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร ซึ่งส่วนตัวไม่เคยเชื่อเลย ไทยเคยสูญเสียเอกราชมาแล้วหลายครั้งในยุคประวัติศาสตร์

    เสียเอกราชให้แก่พม่าในช่วงสมัยอยุธยา 2 ครั้ง...

    สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกือบจะเป็นหุ่นเชิดให้ญี่ปุ่น ดีที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามไปก่อน...

    ล่าสุดก็เห็นจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจไทยเสียศูนย์ จนต้องกู้เงิน IMF มานั่นแหล่ะ....

    แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดว่าเสียเอกราชรึไม่ก็คงเรื่องที่โดนฝรั่งเศสและอังกฤษบีบคั้นจนต้องเฉือนดินแดนกว่า 30% ให้เขาไปในสมัย ร.5 ....ยังดีที่ช่วงเวลานั้นจีนเป็นเป้าหมายที่สำคัญกว่า ดินแดนบางส่วนในไทยจึงถือว่าเป็นของแถม
    ...ฝรั่งเศสเล่นเอาเรือรบมาล้อมเต็มไปหมดตรงปากอ่าวไทย หันลำกล้องปืนใหญ่เตรียมถล่มอยู่รอมร่อแล้ว ไทยเรากลัวจะสู้ไม่ได้และสูญเสียเยอะกว่าที่จะได้ เลยจำเป็นต้องยอมยื่นข้อเสนอยอมเสียตัว French Kiss แบ่งดินแดนฝั่งลาวและเขมรให้ฝรั่งเศสไป
    ซึ่งฝรั่งเศสคงคิดเหมือนกันว่าไม่ต้องออกแรงอะไรมากได้แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วเพราะไทยก็ไม่ใช่เป้าหมายใหญ่ ...ฝั่ง English man เห็นฝรั่งเศสได้ก็อยากได้บ้าง น้องไทยเราก็เลยต้องยอมเสียช่วงล่างให้อังกฤษอีกระลอก โดยที่เฉือนดินแดนช่วงแหลมมลายูไปให้กับอังกฤษ....


    ประวัติศาสตร์โลกช่วงนี้น่าสนใจมาก เรียกได้ว่าหลังจากยุคนี้ซึ่งมหาอำนาจชาติต่างๆสะสมกำลังพล สะสมอำนาจจากการล่าอาณานิคมแล้ว หลังจากนี้ก็จะเป็นยุคสงครามโลก ยุคของทหาร .....และถัดมาอีกก็มาเป็นยุคสงครามการเงิน-เศรษฐกิจ ในปัจจุบัน
    วัฎจักรที่กล่าวมามีผลทำให้มหาอำนาจชาติต่างๆได้เปรียบทางการเงินในสมัยนี้ไปโดยปริยาย ทีละขั้นและทีละขั้น

     ....ยุค ร.3 ค่าเงินของไทยเรา 1 บาทมีค่าเท่ากับ 3 ปอนด์สเตอริงอังกฤษ ....ไม่ได้เขียนผิดหรอกครับ 1 บาท = 3 ปอนด์ !! ....แต่ถัดมาอีกประมาณไม่ถึงสองร้อยปีกลับกลายเป็น 70 บาท = 1 ปอนด์ ดูแล้วน่ากลัวมั๊ยล่ะ

    ในยุคปัจจุบันนี้ไทยเราต้องขายข้าว 10 เกวียนกว่าจะมีเงินไปซื้อ iPOD มาฟังเพลงให้ดูโก้ๆ ...... ข้าวใช้เวลาผลิตหลายเดือนหลายขั้นตอน แถมต้องพึ่งพาอารมณ์ของธรรมชาติอีก แต่ iPOD เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ขั้นตอนการผลิตไม่ได้ยุ่งยาก แต่ค่าเทคโนโลยีแพงเเหลือหลาย
    ลองคิดดูสนุกๆว่าถ้าชาวนากับพวกเกษตรกรเขาเกิดฉลาดขึ้นมาไม่ผลิตข้าวไม่สร้างสินค้าเกษตรเพราะทำแล้วไม่คุ้ม มนุษย์เราจะเอาอะไรรับประทาน นั่งกิน iPOD ก็ไม่อิ่ม เพราะมันกินไม่ได้ .... พูดไปก็น่าสงสารชาวนา

    กรณีสินค้าเกษตรที่ราคาตกต่ำลงเรื่อยๆ ส่วนนึงคงเป็นเพราะชาติตะวันตกพยายามต่อรองและกดราคาสินค้าตั้งแต่ในสมัยอดีต จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังเอาเปรียบอยู่ไม่เลิก ......ชาวนาบ้านเราก็ยอมๆไป เพราะเห็นว่าผลิตได้มาก เหลือไปก็สูญ ขายๆไปเถอะดีกว่าไม่ได้อะไร ....


    เรื่องสัญญาเกี่ยวกับภาษีและราคาสินค้าเกษตรเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้อินโดนีเซียเสียเอกราชมาแล้ว โดยที่ไม่ได้เสียเอกราชให้กับชาติดัตช์โดยตรง แต่เสียเอกราชให้กับบริษัทที่ชื่อ VOC ซึ่งเป็นแค่บริษัทของชาวดัตช์ที่มาเปิดทำการค้ากับชาวชวาเท่านั้นเอง เป็นกรณีที่น่าศึกษาอยู่มาก เรื่องราวมันก็มีอยู่ว่า....

    อินโดนีเซียหรือชาติชวาแมื่อก่อนแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าเยอะอยู่บนเกาะสุมาตราและเกาะใกล้เคียงกัน ลักษณะจะคล้ายๆแบ่งเป็นเมืองเป็นรัฐ ซึ่งแต่ละเมืองก็ปกครองด้วยเจ้าเมือง, สุลต่าน ต่างศาสนากันไป ก็รบกันเป็นประจำอยู่แล้ว ใครแพ้ก็เป็นเมืองขึ้นของอีกฝ่ายไป อะไรประมาณนี้


    เมื่อ บริษัท VOC ที่เจ้าของเป็นชาวดัตช์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อที่จะทำการค้ากับชาวชวาก็ต้องพบกับเรื่องน่าปวดหัว เนื่องจากต้องทำสัญญาซื้อขายกับหลายๆเมือง และแถมต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องรบราฆ่าฟันระหว่างเมืองอีก


    ........ซึ่งเวลาเจ้าเมืองไหนคิดอยากเป็นใหญ่ไปยึดอีกเมืองมาเป็นของตัวเอง ก็มักจะไปขอให้บริษัท VOC มาช่วยรบเพราะอุปกรณ์ อาวุธดีกว่า แต่ไม่มีเงินจ้าง เลยต้องทำสัญญาเรื่องการซื้อขายสินค้า ให้ราคาถูกๆ แบบไม่คิดภาษี และรับซื้อสินค้าบริษัท VOC ด้วยราคาโคตรแพง


    ..... บริษัท VOC ไม่อยากจะช่วยรบเท่าไหร่เพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ เพราะจะเสียผลประโยชน์ถ้าเกิดฝ่ายร้องขอรบชนะเองขึ้นมา เลยจำเป็นที่จะต้องเข้าไปร่วมสู้ด้วยทุกครั้ง


    ..... เป็นแบบนี้นานเข้า บริษัท VOC เลยกลายเป็นมหาอำนาจในชวาไปแบบไม่ตั้งใจ เพราะรบไปรบมาหัวเมืองทั้งหมดก็เริ่มรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ในช่วงหลังๆเจ้าเมือง สุลต่านที่อยากเป็นใหญ่ โค่นบัลลังค์กษัตริย์เล่นกันถึงขนาดว่า ให้บริษัท VOC ช่วยร่วมรบโดยที่จะแบ่งอาณาเขตให้ถ้าเกิดรบชนะ ขนาดนั้นเลย
    ต่อมาเมื่อบริษัทแม่ของ VOC ที่ดัตช์เกิดล้มละลาย ที่ดิน, อาณาเขตและผลประโยชน์ในชวาทั้งหมดจึงตกเป็นทรัพย์สินของชาติดัตช์ไปด้วย ....เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ ที่ชวาสูญเสียเอกราชเพราะไม่สามัคคีและรบกันเองโดยยืมมือคนนอกทำให้ยิ่งแตกแยกกันมากขึ้น

    ....ถ้าจะบอกว่าการสูญเสียเอกราชของไทยที่กล่าวมา เรากอบกู้กลับคืนมาได้ทั้งหมด ถ้าอ้างแบบนั้นมาเลเซียที่เคยเป็นของอังกฤษ, อินโดนีเซียที่เป็นของดัตช์ ก็คงบอกว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใครได้เช่นกัน เพราะเขาก็ต่อสู้จนได้รับเอกราชในเวลาต่อมา เหมือนกับไทยเรานั่นแหล่ะ


    การบิดเบือนประวัติศาสตร์ของไทยเราก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์หลายๆพระองค์ที่มีการชำระประวัติศาสตร์จนน่าเคลือบแคลง รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ไปเผาเมืองเชียงใหม่เพื่อรวมประเทศด้วย โดยเฉพาะช่วงอยุธยาตอนต้นที่กษัตริย์เปลี่ยนบัลลังค์บ่อย ครองราชย์กันได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องเลือดนอง เพราะมีการชิงบัลลังค์กัน


    แต่ที่มีการบันทึกไว้บ้างคงจะเป็นช่วงอยุธยาตอนปลาย ในยุค ราชวงค์บ้านพลูหลวง ที่เหตุการณ์บัลลังค์เลือดมีทุกครั้งที่เปลี่ยนแผ่นดิน พี่น้องฆ่ากันเองเพื่อชิงความเป็นใหญ่ ขุนนางมักใหญ่ใฝ่สูงคิดจะเป็นกษัตริย์ จนแผ่นดินต้องล่มสลายในเวลาต่อมา .......

    เหตุการณ์ที่ไทยเราไปตีกรุงเวียงจันทร์และเผาเมืองทั้งเมืองวอดและถือวิสาสะนำพระแก้วมรกตมาไว้ที่กรุงเทพฯก็เช่นกัน รวมไปถึงเรื่องเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์กับย่าโม สำหรับคนลาวแล้วเจ้าอนุวงศ์ฯ ถือเป็นวีรบุรุษ แต่ประวัติศาสตร์ไทยกลับระบุว่าเป็นกบฎ ....โหดร้ายกับเพื่อนบ้านและกลับมาบิดเบือนประวัติศาสตร์ น้องลาวเขาแค้นฝังลึกเรื่องนี้ทีเดียว


    ........ เรื่องรัฐปัตตานีในอดีตที่เป็นต้นเหตุก่อการร้ายทุกวันนี้ก็เป็นเพราะการบิดเบือนประวัติศาสตร์เช่นกัน บางทีที่แค้นๆและมีเรื่องวุ่นวายจนถึงทุกวันนี้น่าจะเป็นเรื่องรัฐบาลปิดบังเรื่องในอดีตมากกว่า

    อีกเรื่องที่ยังคลุมเครือก็เห็นจะเป็นการสวรรคตของพระเจ้าตากสินมหาราช และเจ้าฟ้าเหม็น โอรสของพระเจ้าตาก ที่ประวัติศาสตร์ยังระบุไม่ชัดเจน และเหตุผลยังอ่อนอยู่มาก เล่ามากกว่านี้จะเสี่ยงคุกเอาง่ายๆ พอแค่นี้ดีกว่า....

    ว่าจะเล่าเรื่อง เหตุการณ์ที่นานกิง ดันเลยเถิดมาซะขนาดนี้ ไว้มีต่อภาค2 คราวนี้คงจะเรื่องนานกิงล้วนๆ แล้วจะรู้ว่าทำไมจีนและเกาหลีถึงประท้วงหัวชนฝาที่ญี่ปุ่นพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ในแบบเรียน ......

    4/23/2005

    เปลือก

    กำลังเหนื่อยหนักกับหลายๆเรื่อง ตั้งแต่ออกมาเป็น freelance เต็มตัวครึ่งปีเต็มๆ รู้สึกว่าไม่อยากจะกลับไปทำงานประจำอีกแล้ว ใบ รบ.ปริญญาตรี ก็สถิตยัดซุกไว้ใต้ลิ้นชักนั่นแหล่ะ ไม่รู้ว่าถ้าชีวิตลำบากจนต้องกลับไปทำงานประจำ จะหาไอ้ใบ รบ. ที่ว่าเจอรึเปล่า ห้องเล็กๆที่อาศัยอยู่ช่างรกซะนี่กระไร ...... ช่วงนี้กำลังคิดอยากจะเรียน ป.โท ขึ้นมาเล่นๆ ไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนแล้วจะได้อะไรเพิ่ม แต่อยากไปหา connection ใหม่ๆมากกว่า ได้ รบ. ป.โท มาอีกใบก็เพือเอาไว้กันหมามันกัดมากกว่า แต่ว่ายังไม่มีเงิน ค่าเทอมตั้ง 3-4 หมื่น ต้องลองหาเงินสักระยะก่อน ค่าใช้จ่ายก็เยอะขึ้นทุกวัน ต้องทำอะไรหลายๆอย่างในตอนนี้ สงสัยว่าทำไมไอ้ใบคาถากันหมาที่เราต้องการมันถึงแพงนักหนาว่ะเนี่ย

    ..... เรื่องเรียนให้จบจริงๆมันไม่ใช่เรื่องยากมากมาย ทุกวันนี้เห็นเด็กบางคนบ่นบอกว่าเรียนยาก จบยาก ไอ้เราก็สงสัยว่ามันยากตรงไหนกัน ไอ้พวกนี้ตกดึก-เลิกเรียนก็แร่ดออกไปกินเหล้า เที่ยว Dance สอยหญิง ล่าผู้ชาย เป็นกิจวัตร เมาๆกลับมาก็ค่อยเผางานส่งอาจารย์ เลวกว่านั้นก็ไปลอกการบ้านเพื่อนตอนเช้า .... เรียนแบบหมาหยอกไก่ไปเรื่อยๆ มันก็ต้องเป็นแบบนี้ .... จะบ่นไปทำไม ..... อย่างน้อยทำแบบไหนมันก็ได้แบบนั้น ... แต่บางคนก็เป็นแบบโคตรเด็กเรียน อันนี้ก็เกินไปหน่อย ชีวิตวันๆก็เรียน-กวดวิชา-ทำหน้าเครียด-อ่านหนังสือ-คุยแต่เรื่องงานกับเพื่อน-แต่งตัวไม่เคยผิดระเบียบ .... ชีวิตจะคุ้มกันมั๊ยละนั่น .... ทำตัวกลางๆน่าจะดีกว่า

    คนในสังคมส่วนมากนิยมเปลือกมากกว่าแก่นในตัวแต่ละบุคคล ... พอกเปลือกตัวเองซะหนาจนมันกลายเป็นแกนที่เปราะบางอยู่ภายใน สังคมเลยต้องแบ่งเป็นชนชั้นไปกลายๆ ตามเปลือกที่คนส่วนใหญ่สร้างขึ้นมาเอง ไฮโซ , คนชั้นกลาง และ เสก โลโซ (ยาใจคนจน) ... เมื่อแบ่งกลุ่มคนได้ประมาณนี้แล้ว ต้องมีกฎที่มาควบคุมไม่ให้คนที่ชนชั้นต่ำกว่าตัวสะเออะขึ้นมาตีเสมอ กฎที่ว่ามักจะตั้งโดยคนในชนชั้นหรือเปลือกที่สูงที่สุด ....... ทุนนิม สังคมนิยม ก็ว่ากันไป

    ...... ส่วนตัวแล้วค่อนข้างจะเกลียดชังและอยากเอาชนะโลกของทุนนิยมจริงๆ แต่คงไม่ใช่วิธีการประท้วงหน้าสภา รึเข้าป่าไปใช้ชีวิตแบบชาวบ้านอะไรแบบนั้น ..... วิธีการชนะไม่ใช่การหลีกหนีรึต่อสู้ประท้วงแบบผู้ขอร้องที่ไม่มีทางชนะ ....... วิธีการที่อยากจะทำก็คือต้องยืนอยู่เหนือมัน ใช้พลังของทุนนิยมสร้างตัวเองให้อยู่รอดและยืนหยัดให้ได้ซะก่อนแล้วกลับมาทำอะไรเพื่อสังคม ทำโดยไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่ต้องแคร์เสียงนกเสียงกา ใช้ชีวิตแบบพึ่งลำแข้งตัวเองโดยที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ....... คงคล้ายกับดาบตำรวจที่ปลูกต้นไม้ซะทั่วอำเภอนั่นแหล่ะ จากพื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นพื้นที่สีเขียว ทำมา 15 ปีควบคู่ไปกับงานตำรวจ เหนื่อยก็พัก ใครจะว่ายังไงแกก็เฉยๆ ....... วิถีคนเมืองก็ทำแฉกเช่นที่แกทำได้ แค่ออกไปเก็บขยะแถวบ้านก็ถือว่าช่วยเหลือสังคมแล้ว ..... แม่ค้าแม่ขายก็ช่วยสังคมได้ เก็บกวาดแผงลอย เก็บขยะหลังจากค้าขายเสร็จ บ้านเมืองมันก็จะดูเรียบร้อย ..... ไม่ต้องทำตัวเป็นคนดีให้ใครเห็นก็ทำกันได้ง่ายๆ แต่มันคงไม่แจ่ม เลยไม่ค่อยทำกัน

    คนที่จะเอาชนะทุนนิยมกับเปลือกของสังคมได้ ไม่ใช่คนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต ใช้เงินมากกว่าเงินที่หามาได้ ซื้อสินค้าเงินผ่อนแบบไม่บันยะบันยัง แต่ชูคออยู่ในสังคมแบบไม่เจียมตัวเอง เวลาพบปะคนอื่นก็ดูเหมือนจะมีฐานะ แต่พออยู่ตัวคนเดียวกลับมานั่งคิดแต่เรื่องหนี้สิน ถ้าคิดว่าสิ่งพวกนี้มันมีความสุขก็ทำกันต่อไป ....... ควบคุมความอยากได้อยากมี ชีวิตจะมีสุข และไม่มีหนี้ ..... วิกฤติเศรษฐกิจของไทยกำลังจะกลับมาอีกรอบเพราะความอยากมีอยากได้ไม่รู้จักพอเพียงของคนทีมันเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

    4/19/2005

    MSN กับบุคคลไม่พึงประสงค์

    รู้สึกประหลาดๆทุกครั้งเวลาคุยกับคนแปลกหน้าทาง MSN ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร ทุกคนก็คงจะรู้สึกแบบนี้ ...... แต่บางครั้งรู้สึกรำคาญกับคนที่ add มาถามโน่นถามนี่ คือถามมากจนเกินเหตุ ประมาณทำให้เราคิดไปว่าชีวิตนี้เขาหรือเธอคงคิดอะไรเองไม่เป็น อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่เจอๆถามมา ตอบให้เลยละกัน ใครมาอ่าน Blog นี้เข้า จะได้ไม่ต้องมาถามกันอีก (ตอบฮาๆ แฝงความกวนตีน)

    "ผมกำลังจะจบ ม.6 จะเรียนต่อสายไหนดีครับ ระหว่าง วิทย์-คอม กับ กราฟฟิกดีไซน์ ...ผมกะจะเรียนกราฟฟิกอ่ะครับ เพราะดูแล้วน่าจะเรียนง่ายกว่า"

    ตอบ: น้องครับ มันคนละขั้วเลยนะครับ คนละสายกันเลย ถ้าคิดจะเรียนต่อน่าจะคิดได้มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนะว่าชอบรึถนัดอะไรมากกว่ากัน เปรียบเทียบไปเหมือนกับน้องยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นผู้ชายแท้ๆรึเป็นเกย์แอบนั่นแหล่ะ ....แนะนำให้ลองไปขึ้นครูดูแล้วจะรู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตน้องต้องการอะไร ..... คือถ้าเป็นสายกราฟฟิกก็ไปสมัครเรียนติวตามมหาวิทยาลัยก็ได้ ไปดูๆ ลองๆ ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง ถ้าเข้าไปแล้วต้องเรียนยังไง ..... ไม่ใช่ว่านั่งเล่น net ทำ photoshop ถามชาวบ้านทาง MSN อยู่หน้าคอมอย่างเดียวโดยไม่ได้ดูโลกภายนอก แล้วติ๊งต่างเอาว่า หนูต้องเรียน กราฟฟิกดีไซน์ เพราะหนูทำได้ ..... เพื่อนพี่บางคนที่เคยเรียนๆด้วยกันก็คิดแบบน้องนี่แหล่ะ จบออกมาถึงรู้ว่าตัวเองออกแบบได้แค่ฉลากน้ำปลานะครับน้อง ...

     

    "ชื่ออารายอ่ะเค่อะ พอดีนู๋เจอเบอร์ M พี่เลย add มา ....คือเจอจากเว็บ Gaythai อ่ะเค่อะ อยากคุยด้วย"

    ตอบ: (Block ก่อนโลด ใครทะลึ่งเอา MSN ตรูไปลงเว็บเกย์ว่ะ) ....คือ... ถ้าน้องมีความต้องการนี่ แนะนำให้ทำมาสเตอร์เบชั่นด้วยตัวเองแล้วต่อด้วยเกลียว+ม้วนหน้าอีกสองรอบ จะบรรเทาอาการอยากคุยกับผู้ชายได้ ระหว่างทำนึกถึงหน้าตาหนุ่มๆแถวบ้านที่หมายปองไว้ ถ้าจะเอาหรูกว่านั้นก็นึกถึงนักกีฬาล่ำๆ รึ ดาราหล่อๆเนียนๆก็ได้ .... อย่ามา add MSN เลยน้อง พี่กลัววว

     

    "นายเป็นใคร? มาไง?"

    ตอบ: ขอหยาบหน่อยนะ คือ กูก็ไม่รู้ เพราะมึง add มาเอง มีอะไรจะถามอีกมั๊ย (ลบออกจาก list โลด...)

     

    "ไอ้ตรงนั้นใน Photoshop นี่ทำยังไงอ่ะ สอนหน่อย ทำไม่เป็น"

    ตอบ: คือคำถามนี้จะไม่น่าแปลกประหลาดถ้าเป็นคนที่รู้จักกันมาพอสมควร ถามทาง MSN มา ....แต่ถ้ามีใครพึ่ง add MSN มาแล้วถามแบบโพล่งแบบนี้ทันที ก็น่าตกใจเอาการ .... อยากตอบว่า ไม่ใช่คู่มือรึตำราแบบกดปุ่มแล้วจะได้คำตอบทันที แล้วยิ่งเป็นบุคคลที่ไม่เคยรู้จักดันมาถามด้วยลักษณะนี้ ....คือที่บ้านสอนเรื่องมารยาทกันบ้างรึเปล่าเนี่ย คงจะต้องสอนเรื่องนี้ก่อนจะสอน photoshop ....แต่คงจะไม่มีเวลาสอนเท่าไหร่ แบบว่างานตัวเองก็ยุ่งอยู่แล้ว....

     

    ....จริงๆแล้วมันก็ไม่น่าจะไปรำคาญชาวบ้านเขา เพราะไอ้เราเองดันเอา MSN id ไปแปะไว้ในเว็บเอง ..... แต่จุดประสงค์จริงๆคืออยากมี MSN ไว้คุยงาน ติดต่องาน, คุยกับเพื่อนที่ไม่ค่อยจะมีเวลาจะมาเจอกันมากกว่า รึไม่ก็อาจจะให้คนคอเดียวกัน add มาเพื่อคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน ....ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่าตัวเองมีเซ็นส์พอสมควร บางทีคุย MSN กับใครสักพักจะรู้นิสัยได้ ...... ใคร add มาแล้วไม่ค่อยคุย รึถามอะไรไร้สาระมาก ส่วนใหญ่จะลบออกจาก list โลด.... ที่ลบเพราะไม่ได้โกรธเกลียด แต่ list MSN ของตัวเองมันเต็มปรี่ ความจุของ MSN มีได้แค่ 150 คน ใน list แค่นั้นเอง ถ้า list เต็มปุ๊บ แล้วใคร add เข้ามา ก็เอาเข้ามาใน list ไม่ได้ .......

    บางที่เจอคน add มาคุย ประมาณโชว์พาว (Power) ซะเต็มปรี่ คุยกันเรื่องงาน Graphic นี่แหล่ะ แรกๆก็คุยกันธรรมดาปกติ แต่พอสักพักจะรู้สึกถึงอะไรที่ผิดปกติ .... คือพี่ครับ ผมกลัวครับ กรุณาลบผมออกจาก list เถอะ ผมกลัวไอ้ตัวที่ชื่อ ego ของมนุษย์มาก ผมอยู่ของผมเฉยๆ ดัน add มา แล้วโชว์กึ๋นข่มผมซะงั้น ดูไม่เป็นมิตรเอาซะเลย ปกติผมจะโง่ๆอยู่แล้ว คุยกับคนฉลาดไม่ค่อยจะเป็น ......เด๋วคุยกันต่อกลัวว่าจะอดกลั้นไม่ไหว ได้นัดกันไปต่อยปากข้างนอกตามประสาคนการศึกษาน้อยแบบผมแน่ๆ

    ..... คือคนที่เก่งๆที่เขากรุณา add มาคุยกับผมนี่เขาไม่ค่อยโชว์พาวใส่หรอก มักจะมาแบบเป็นมิตร คุยกันบ้าๆบอๆ มากกว่า ไม่ค่อยจะคุยซีเรียสเรื่องงาน .... ส่วนใหญ่เขาจะเป็นพวกรักสงบ ทำงานเงียบๆ ใช้สมองกับมือทำงาน ไม่ได้ใช้ปากบอกว่ากูเก่งนะครับ .... ที่เห็นงานของเขาเหล่านั้นไปปรากฎที่โน่นที่นี่ได้ ไม่ได้ใช้เวลาแป๊บๆเหมือนกับที่เราพ่นน้ำลายออกไปเวลาพูดหรอก ..... สงบปากสงบคำ ฝึกตัวเองไปเรื่อยๆ เป็นเวลานาน เดี๋ยวก็จะมีคนมาถามเอง สเร่อเสนอหน้าออกไปใชว์พาวโดยที่ไม่มีใครขอร้องให้พูด เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราบ้า ซวยมั๊ยล่ะ! .....

    ทำงานกับลูกค้าชอบมีกิ๊ก...

    หลายวันมานี่เจอแต่เรื่องแย่ๆ เหนื่อยๆ หนักๆ ทั้งนั้น อะไรๆมันประดังประเดเข้ามาในชีวิตเต็มไปหมด อยากจะพักก็พักไม่ได้ ไม่ทำงานเงินก็ไม่มีใช้ .... บ่นไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ต้องก้มหน้าก้มตาทนกันไป ในเมื่อตัดสินใจจะเป็นเจ้านายของตัวเองแล้ว มันคงเป็นเรื่องธรรมดา .... ช่วงนี้คงโคตรซวยอย่างแรง มีแต่เรื่องจริงๆ

    ลูกค้าแก้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามใจฉัน ปิดงานไม่ได้ .... ที่เขาแก้ได้บ่อยๆคงเป็นเพราะเราใจดีจนเกินไป มีอะไรก็ ok หมด แก้ให้ เพิ่มให้ .... กรณีที่เจออยู่ตอนนี้เป็นลักษณะงานแก้โน่นเพิ่มนี่หลายๆ jobs เข้า พอมันโหลดก็จะเหนื่อย คนโน้นก็อยากได้เร็วที่สุด คนนี้ก็จะเอาทันที สั่งเช้าเอาบ่าย .... ไอ้เรามันใช่เทวดาซะเมื่อไหร่ งานใหม่ที่จะเข้ามาก็เลยเสียกระบวนกันไปหมด ..... ต่อแต่นี้คงจะต้องฝึกเรื่องความเขี้ยวมั่ง ใจดีมาเยอะแล้ว ขืนทำแบบนี้ต่อไปคงต้องกินดินแทนข้าว เพราะบางงานครึ่งปียังปิดงานไม่ได้เลย

    ลูกค้าหลายรายก็ค่อนข้างฉลาด บางครั้งเรียกเราเข้าเสนองานแข่งกับเจ้าอื่น เพื่อให้งานที่ออกมาดีที่สุด .... แต่เงินค่าเสียเวลาในการทำแบบไม่จ่ายเลยสักแดง ถ้าไม่ได้งานนั้นๆ ก็คือเสียเวลา เสียสุขภาพ แถมไม่ได้เงิน .... ช่วงก่อนหน้านี้ก็เคยบ้าๆทำงานลักษณะนี้เหมือนกัน คือไปแข่งแย่งงานกับเจ้าอื่น ได้มั่งไม่ได้มั่งตามยถากรรม ได้งานทีก็เฮ ไม่ได้งานก็มานั่งเซ็ง ... เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากจะเสียเวลาแล้ว ถ้าเรียกเข้าไปเสนอแบบ อย่างน้อยต้องมีค่าเสียเวลาเพิ่มเข้ามา ถ้าไม่ตกลงตามข้อเสนอนี้ก็ไม่รับงาน ....

    การทำงานมันมีบางส่วนคล้ายผู้หญิง และบางส่วนก็ต่างกันไป ..... เรื่องงานบางครั้งเราพยายามทำตามใจลูกค้าจนเกินไปมันก็ไม่ก่อเกิดประโยชน์ ลูกค้าต้องการงานที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่ม ก็ยืดเยื้อ บางครั้งคงต้องบอกกันล่วงหน้ากันบ้างว่าแก้ได้กี่ครั้ง เท่านี้ๆ .... เปรียบไปลูกค้าที่ค่อนข้างเรื่องมาก จุกจิก ก็เหมือนผู้หญิงที่เอาแต่ใจ ทำดีเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยเห็นคุณค่า กูจะเอาแต่ใจท่าเดียว ทำห่าอะไรไปก็ไม่ถูกใจซักที บางทีก็แอบไปมีคนอื่นซะงั้น .....

    ลูกค้าที่เรียกคนหลายๆคนเข้าไปเสนองานเพื่อเป็นตัวเลือก โดยที่ไม่ยอมจ่ายค่าเสียเวลาอะไรเลย อาจจะเรียกได้ว่า.... ลูกค้ามีกิ๊ก ถ้าเทียบกับผู้หญิงที่มีกิ๊กแล้ว ลูกค้าที่มีกิ๊กดูจะร้ายกาจกว่าเยอะ.... ยังไงน่ะเหรอ...

    ยอมเป็นกิ๊กกับลูกค้า อาจจะไม่ได้อะไรเลย ..... เสียเวลา เสียสุขภาพ ไม่ได้ตังค์ .....

    ยอมเป็นกิ๊กกับสาว อาจจะดีกว่านิดหน่อย ถึงจะเป็นแค่กิ๊กเก็บ แต่อาจจะได้มีเพศสัมพันธ์ .....

    ที่แน่ๆ เป็นกิ๊กชาวบ้าน... มีแต่เสียตัว....

    4/16/2005

    Nostalgia : เด็กสาวที่ป้ายรถเมล์

    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงในวัยเด็กอันแก่แดดของผมเอง อาจจะมีเสริมแต่งเติมบ้าง แต่ 80% ของเรื่องที่เขียนเป็นสิ่งประทับใจในช่วงนั้น ....นึกขึ้นมาทีไรมันรู้สึกดีทุกครั้งจริงๆ บางครั้งชีวิตมันก็มีเรื่องดีๆเข้ามาบ้างเหมือนกัน อารมณ์นี้เข้าข่าย poppy love รึเปล่า ผมไม่แน่ใจ อยากจะเอาไปสร้างเป็นหนังสั้นน่ารักๆ สักเรื่องดูเหมือนกัน น่าจะน้ำเน่าดีพิลึก ยังไงก็ลองอ่านๆกันดูนะ

    เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมากในสายตาผมเลยล่ะ...


    ครั้งแรกที่ผมพบเธอ เป็นวันที่ผมตื่นเช้าที่สุดตั้งแต่เรียนชั้น ม.3 มาเลยก็ว่าได้
    ซึ่งปกติแล้วผมจะไปโรงเรียนสายและได้ยืนร้องเพลงชาติหลังเพื่อนๆที่หน้าห้องฝ่ายปกครองเป็นประจำ
    กลิ่นฝนพรำปรอยๆยามเช้าของฤดูฝน เวลาเกือบหกโมงเช้า มันรู้สึกสดชื่นดีพิลึก
    ผมไปยืนรอที่ป้ายรถเมล์ตามเดิม ที่ป้ายรถเมล์มีแค่ผมกับคนอีกคนนึง....

    ผมพยายามมองหน้าเธอให้ชัดๆ แต่รถเมล์ที่ผมจะต้องขึ้นมาจอดป้ายเสียก่อน ผมขึ้นรถเมล์แล้วมองลงมาก็ยังมองหน้าเธอได้ไม่ชัดอยู่ดี ชักสงสัยว่าเป็นผีรึคน...
    อีกไม่กี่วันถัดมา ผมตื่นเช้าอีกแล้ว ช่วงนั้นงงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมและอะไรทำให้คนขี้เซาอย่างผมมีอาการอยากไปโรงเรียนเช้าขนาดนั้นได้
    เช้าวันนั้น เวลาเดิม ผมเจอเธอที่ป้ายรถเมล์อีกครั้ง ครั้งนี้ผมพยายามแอบมองหน้าเธอให้รู้ชัดๆว่าหน้าตาเป็นยังไง แต่ก็ได้แค่มอง.....
    หลังจากเห็นหน้าเธอวันนั้น ผมก็มีอาการแปลกๆ ตื่นเช้าแทบจะเป็นกิจวัตร และก็เจอเธอเกือบทุกวันเหมือนกัน....

    บางครั้งอยากจะเข้าไปทักเธอให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ไม่กล้าพออีก
    บางทีรู้สึกว่าเธอก็แอบมองผมเหมือนกัน แต่พอผมหันกลับไป กลายเป็นว่าเธอไม่ได้มองมาที่เราซะแบบนั้น
    มีอยู่หลายครั้งที่ผมแอบมองแล้วเธอหันมา เธอคงจะสงสัยว่าทำไมเรามาเจอไอ้บ้านี่บ่อยจัง
    มีอยู่ช่วงนึงที่ผมไม่ได้เจอหน้าเธอเลยเกือบ 1 เดือน คือช่วงปิดเทอมกลางภาค มันเหมือนขาดหายอะไรไปบางอย่างพิกล

    แต่แล้วหลังจากเปิดเทอม ผมมายืนรอรถเมล์ที่ป้ายเดียวกันกับเธออีกครั้ง...
    ไอหมอกของหน้าหนาวยามเช้า ทำให้ผมแอบมองหน้าเธออยู่ห่างๆได้ไม่ชัดนัก จะเข้าไปใกล้กว่านี้ เดี๋ยวคงจะโดนเธอด่าเอาแน่ๆ
    แต่มันรู้สึกแปลกๆยิ่งกว่าเดิม เหมือนว่าเธอแอบมองผมอยู่ท่ามกลางไอหมอกเหมือนกัน....
    ผมแอบมองเธออยู่แบบนั้นจนจบชั้น ม.3 ย้ายโรงเรียนและไม่ได้ขึ้นรถเมล์ป้ายนั้นในตอนเช้าอีกเลย...

    ผมมาเจอเธออีกครั้งในอีก 7 ปีให้หลัง....
    เป็นเหตุบังเอิญอยู่เหมือนกันที่วันนั้นผมตื่นเช้ามาก....
    ผมพบเธอในหมู่บ้านใกล้ๆกับแถวบ้านผมนี่เอง... ไม่น่าเชื่อว่าจะพบเธออีกครั้ง...
    หลังจากไม่ได้แอบมองหน้าเธออยู่ฝ่ายเดียวนานหลายปี จนเกือบจะเป็นแค่ความทรงจำวัยเด็ก
    บ้านของเธออยู่ตรงกันข้ามกับบ้านเพื่อนสนิทของผมแค่นี้เอง แปลกมากที่ไม่เคยรู้เลย....

    เช้าวันนั้น ใบหน้าเธอยังคล้ายๆคนเดิมที่ผมเคยแอบมองเมื่อหลายปีก่อน จะเปลี่ยนไปก็เพียงเล็กน้อยแค่นั้น
    เธอยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน ท่ามกลางอากาศยามเช้า...
    ผมเกือบไม่กล้าที่จะทักเธอเช่นเคย.... แต่เธอหันมองมาที่ผมพอดี
    ความรู้สึกในตอนนั้น ดูเหมือนเราจะจำกันได้เหมือนคนที่รู้จักกันมานานหลายปี
    .... ผมยิ้ม และ เธอก็ยิ้มตอบ .........

    ผมพึ่งจะมารู้ชื่อของเธอตอนเช้าของวันนั้นนั่นเอง......

    (ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ....)

    4/15/2005

    เงิน เงิน เงิน...

    ช่วงนี้เหนื่อยเอาการ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องชีวิต ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทุกๆอย่างจะดีขึ้น ...ชีวิตไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง มันก็แบบนี้ .....พูดถึงเรื่องเงินๆทองๆแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตแต่มันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ผมมีคนรู้จักหลายๆคนที่มักจะพูดอยู่เสมอว่า เงินไม่สำคัญเท่าความเป็นเพื่อน แต่เวลาเดือดร้อนมักมายืมเงินจากเพื่อนทุกที หลังจากนั้นก็หายหัวไป ไม่ได้ใส่ใจกับเงินที่ยืมชาวบ้านเขาไปเลยแม้แต่น้อย พอมาเจอกันอีกทีก็พูดคำเดิมๆ โดยที่ไม่เคยมองกลับมาถามตัวเองว่าระหว่าง เพื่อนกับเงินของเพื่อนอะไรสำคัญมากกว่า .....ส่วนใหญ่แล้วคนลักษณะนี้มักจะอ้างความเป็นเพื่อนเวลาเดือดร้อนเรื่องเงินทองบ่อยๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าในเมื่อเงินไม่สำคัญสำหรับเขา ทำไมไปหาเรื่องเดือดร้อนเรื่องเงินทองมาใส่ให้กับตัวเอง ....มีเงินหยิบมือแต่ไปถอยรถราคาแพงเกินตัว พอขาดผ่อนก็อาศัยยืมเงินเพื่อน ยืมเงินที่บ้านไปโปะ ..... ชีวิตมีแต่หนี้สิน ดีตายห่าเลย เงินไม่สำคัญสำหรับเขา เพราะเขาไม่เคยคิดจะเก็บเงินนี่เอง ....

    มีคนหลายคนที่คิดลักษณะนี้ คิดง่ายๆว่าอยากมีรถมีบ้าน อยากได้มือถือเครื่องใหม่ ก็ผ่อนเอา ใช้บัตรเครดิต กู้ธนาคาร ใช้เงินอนาคตไปซะทุกอย่าง ....แต่ชีวิตประจำวันทำงานไปวันๆ เรื่อยๆเปื่อยๆ ไม่กระตือรือล้น คิดว่าทุกอย่างสามารถแก้ปัญหาได้โดยที่ไม่มองปัญหาในภายภาคหน้า .... ก่อหนี้สินไปเรื่อยๆ ตอนนี้คนไทยเราคิดแบบนี้กันมากเหลือเกิน จนเศรษฐกิจเริ่มจะเน่าในแล้ว คาดว่าอีก 3 ปี วิกฤติเศรษฐกิจจากความฟุ่มเฟือยและไม่รู้จักพอของคนจำนวนมากพวกนี้ อาจจะเกิดขึ้นแน่ๆ ถึงจะไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์ปี '40 แต่ก็น่าจะเดือดร้อนกันทั่วหน้า ...... ยังไงก็ตามขอเป็นคนที่ดูไม่รวยในสายตาคนอื่นดีกว่า ใครมันจะดูถูกก็ดูถูกไป อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นลูกหนี้ใคร ออกจะเป็นเจ้าหนี้ด้วยซ้ำ .... เปรียบเทียบไปเสือมันก็ต้องล่าเหยื่อเอง แต่เสือกระดาษก็ย่อมเป็นเสือกระดาษที่เอาไว้ขู่คนแค่นั้น ไม่มีปัญญาแม้แต่จะพึ่งความสามารถของตัวเอง...

    4/10/2005

    How to be Leave..

    Change your job when you have no passion for it.

    If cannot change your job, put some passion into it.

    If you don't love someone, walk away.

    If you cannot walk away, try harder.

    If someone we love don't love us,

    walk away.

    If we cannot walk away, keep her to our heart.

    From: "Last Minute in Life" - TONKLA NAIYANA