Preecha's profile8e88 Graphic : Preecha I...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    11/10/2005

    Why you always given to lie?

    I thought everyone don't like lier people., If someone always given to lying, and you've to know "the real" about it.,
     
    sometime and somebody will be angry and be force with violently,
    ...but for somebody They've choose pretend as like "foolishly" and never to ask "why you've not tell the true?" ...
     
    Maybe, it's so stupid., if you pretend like to folly. but i'm not sure, lier or folly... Who is right? .... Who is good? ... Who is bad?
     
    ... Do you've idea?
    10/27/2005

    Tried...

    I'm too busy right now, For the this time is in the deep shit... about work, family, money and someone.
    How should i do? Somebody said "Bad time as like wind, it'll be only the past"
     
    tried and hopless...
    8/29/2005

    แด่เด็กชายที่ผมตกหลุมรัก..

    ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว 2547 ..... รู้สึกว่าปีนี้มีอะไรหลายอย่างในชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ...... ผู้หญิงที่เรารักและเขารักเรา มันก็ไม่เสมอไปที่จะลงเอยกันได้อย่างมีความสุข บางครั้งมันมีเหตุผลที่มากกว่านั้นและไม่สามารถอธิบายได้ บางอย่างสอนให้ผมรู้ว่าความรักที่แท้จริงไม่ใช่แค่ว่าหญิงชายชอบพอกัน แต่ผมได้พบว่าคนที่เรารักนอกจากพ่อ แม่ พี่น้อง ครอบครัว เพื่อนและแฟน ยังมีใครสักคนที่เราผูกพันได้แบบรู้สึกว่าเรารักเขาจริงๆ อาจจะเป็นความรักที่บริสุทธิ์เสียด้วยซ้ำ

     

    วันที่ 28 ธันวาคม 2547 มีข่าวที่ทำให้ผมเกิดอาการช๊อค หมดแรง และน้ำตาไหลอย่างควบคุมมันไม่ได้เลย ความรู้สึกนี้ผมกล้าพูดได้ว่ามันหนักหนากว่าการอกหักจากผู้หญิงแบบโง่ๆในอดีตของผม แบบที่เทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เด็กชายอายุ 8 ขวบ ที่ร่าเริง และค่อนข้างจะสนิทกันกับครอบครัวของผม เป็นโรคร้ายซึ่งไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เจ้าโรคร้ายนั้นมีชื่อว่า ลูคิเมีย

     

    แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่ร่าเริง แข็งแรงและซุกซนแบบนั้นจะถูกเจ้าโรคร้ายนี้คุกคาม วินาทีแรกที่ผมรู้ข่าว ผมถึงรู้ว่าตัวเรารักเด็กคนนี้มากแค่ไหน ครอบครัวของผมที่เป็นเพื่อนบ้าน เมื่อได้ยินข่าวนี้ เรารู้สึกโศกเศร้ากันอย่างบอกไม่ถูก แม่ของผมน้ำตาคลอ ทำให้ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้เหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกที่มากกว่าความผูกพัน ปกติเด็กคนนี้เป็นลูกของเพื่อนบ้านที่สนิทกัน แต่ด้วยความที่เราเห็นเด็กคนนี้มาตั้งแต่แบเบาะ ช่วยเลี้ยงดู เล่นกับเแกก็บ่อย และเด็กคนนี้ก็มานอนค้างบ้านผมบ่อยมากๆ ซนเหลือเกินจนบางครั้งผมต้องฟาดและตวาด เพราะดื้อได้เรื่องเลยทีเดียว แต่เป็นการดื้อแบบน่ารักของเด็กๆ เด็กคนนี้ผูกพันกับครอบครัวผม ราวกับว่าเป็นลูกคนเล็กของที่บ้าน วันเสาร์อาทิตย์บางสัปดาห์ที่ผมว่างและไม่มีงานตกค้าง ก็จะนั่งเล่นเกมกับแก บางทีเราก็ซื้อกระดาษซื้อสีมานั่งวาดรูปเล่นกัน บางทีคึกๆก็พาแกไปวิ่ง ไปเตะฟุตบอล ตีแบดฯ ไปตามเรื่อง ...แปลกอยู่อย่างนึงที่เด็กแข็งแรงคนนี้มักจะมีอาการเหนื่อยเร็วมากถ้าเล่นกีฬาที่ใช้กำลัง โดยไม่มีใครเอะใจเลยว่านี่คืออาการนึงของโรคร้ายที่ติดตัวแกมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่มันยังไม่แสดงอาการแค่นั้นเอง

     

    มาจนถึงวันนี้ 28 สิงหาคม 2548 ต้องขอขอบคุณแก ที่สอนให้ผมรู้จักชีวิตขึ้นมากมาย แกทำให้ผมลดการเหลวไหลเที่ยวเตร่เมาเหล้าลงมากๆ ผมรู้สึกละอายเวลาที่แกมาเห็นตอนผมแอบสูบบุหรี่ และชีวิตของแกได้สอนผมว่าความรักที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร หลังจากนี้ถ้าผมอกหักจากผู้หญิงคนใดก็ตาม มันคงจะไม่หนักหนาเท่ากับที่ผมรู้สึกสูญเสียครั้งนี้อีกแล้ว ชีวิตเด็กคนนึงที่ต้องทนทุกข์กับโรคร้ายมา 8 เดือน การดำเนินชีวิตก็ไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป ถ้าแลกกันได้ผมอยากจะรับความเจ็บปวดนี้มาไว้ที่ตัวเองบ้าง เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ผมรู้สึกแบบนี้ ครั้งแรกคือตอนที่แม่ของผมมีอาการโคม่าในโรงพยาบาล และครั้งที่สองกับเด็กคนนี้ซึ่งผมพึ่งรู้ตัวว่า ผมคงรักแกเข้าแล้วจริงๆไม่ใช่แค่ผูกพันและสงสาร

     

    หลังเหตุการณ์วิปโยค ซึนามิ ทางภาคใต้เพียงไม่กี่วัน คลื่นยักษ์อีกลูกก็เข้ามาถาโถมจิตใจและร่างกายของเด็กตัวเล็กๆคนนึง จนอับปาง จิตใจและความรู้สึกผมแย่ๆของผมคงจะเยียวยาได้ไม่นาน แต่จิตใจของเด็กตัวน้อยๆคงจะยากลำบากในการต้านทานคลื่นร้ายแรงลูกนี้

     

    ....ผมคงจะร้องไห้ต่อหน้าแกไม่ได้ เพราะแกเข้มแข็งเอามากๆ ตอนไปนอนค้างที่โรงพยาบาลยังร่าเริงแจ่มใสอยู่เหมือนเดิม ผมแอบเห็นแกแอบนอนร้องไห้เวลาพ่อแม่ของแกและครอบครัวของผมหมดเวลาเยี่ยม คือช่วงเวลา 2 ทุ่ม แกคงเกิดอาการคิดถึงบ้าน เกิดอาการสับสนและกังวล แต่ก็ไม่อยากให้คนรอบข้างรู้ว่าตัวเองเหงาและว้าเหว่เพียงใด เข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นทุกเดือน จนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต

     

    ก่อนแกจะเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้ายและจากไป ..... แกพูดอยู่บ่อยๆว่าโรคของแกรักษาไม่มีวันหาย , ไม่อยากจะอยู่ , เจ็บปวด ก่อนแกจะจากไป 1-2 วัน แกพูดกับแม่ของแกว่า "เดี๋ยวจะมีคนมารับเบนซ์แล้ว" เหมือนเป็นลางบอกเหตุ ตอนที่พิมพ์ข้อความนี้น้ำตาผมไหลอยู่ตลอดเวลา ครอบครัวผมและพ่อแม่เด็กก็ร้องไห้ตลอด แกอาจจะจากเราไปเร็วเกินควร แต่เราก็ห้ามวิถีทางกรรมไม่ได้ ไม่ว่าช้า-เร็ว เราก็ต้องลาจากกันทุกคน ไม่ว่าจะยังไง แกจะเป็น น้องชาย หลานชาย ลูกชาย ของผมและครอบครัวไปตลอดกาล ..... หลับให้สบายนะเบนซ์ พี่จะรักเบนซ์เสมอ .....

    4/23/2005

    เปลือก

    กำลังเหนื่อยหนักกับหลายๆเรื่อง ตั้งแต่ออกมาเป็น freelance เต็มตัวครึ่งปีเต็มๆ รู้สึกว่าไม่อยากจะกลับไปทำงานประจำอีกแล้ว ใบ รบ.ปริญญาตรี ก็สถิตยัดซุกไว้ใต้ลิ้นชักนั่นแหล่ะ ไม่รู้ว่าถ้าชีวิตลำบากจนต้องกลับไปทำงานประจำ จะหาไอ้ใบ รบ. ที่ว่าเจอรึเปล่า ห้องเล็กๆที่อาศัยอยู่ช่างรกซะนี่กระไร ...... ช่วงนี้กำลังคิดอยากจะเรียน ป.โท ขึ้นมาเล่นๆ ไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนแล้วจะได้อะไรเพิ่ม แต่อยากไปหา connection ใหม่ๆมากกว่า ได้ รบ. ป.โท มาอีกใบก็เพือเอาไว้กันหมามันกัดมากกว่า แต่ว่ายังไม่มีเงิน ค่าเทอมตั้ง 3-4 หมื่น ต้องลองหาเงินสักระยะก่อน ค่าใช้จ่ายก็เยอะขึ้นทุกวัน ต้องทำอะไรหลายๆอย่างในตอนนี้ สงสัยว่าทำไมไอ้ใบคาถากันหมาที่เราต้องการมันถึงแพงนักหนาว่ะเนี่ย

    ..... เรื่องเรียนให้จบจริงๆมันไม่ใช่เรื่องยากมากมาย ทุกวันนี้เห็นเด็กบางคนบ่นบอกว่าเรียนยาก จบยาก ไอ้เราก็สงสัยว่ามันยากตรงไหนกัน ไอ้พวกนี้ตกดึก-เลิกเรียนก็แร่ดออกไปกินเหล้า เที่ยว Dance สอยหญิง ล่าผู้ชาย เป็นกิจวัตร เมาๆกลับมาก็ค่อยเผางานส่งอาจารย์ เลวกว่านั้นก็ไปลอกการบ้านเพื่อนตอนเช้า .... เรียนแบบหมาหยอกไก่ไปเรื่อยๆ มันก็ต้องเป็นแบบนี้ .... จะบ่นไปทำไม ..... อย่างน้อยทำแบบไหนมันก็ได้แบบนั้น ... แต่บางคนก็เป็นแบบโคตรเด็กเรียน อันนี้ก็เกินไปหน่อย ชีวิตวันๆก็เรียน-กวดวิชา-ทำหน้าเครียด-อ่านหนังสือ-คุยแต่เรื่องงานกับเพื่อน-แต่งตัวไม่เคยผิดระเบียบ .... ชีวิตจะคุ้มกันมั๊ยละนั่น .... ทำตัวกลางๆน่าจะดีกว่า

    คนในสังคมส่วนมากนิยมเปลือกมากกว่าแก่นในตัวแต่ละบุคคล ... พอกเปลือกตัวเองซะหนาจนมันกลายเป็นแกนที่เปราะบางอยู่ภายใน สังคมเลยต้องแบ่งเป็นชนชั้นไปกลายๆ ตามเปลือกที่คนส่วนใหญ่สร้างขึ้นมาเอง ไฮโซ , คนชั้นกลาง และ เสก โลโซ (ยาใจคนจน) ... เมื่อแบ่งกลุ่มคนได้ประมาณนี้แล้ว ต้องมีกฎที่มาควบคุมไม่ให้คนที่ชนชั้นต่ำกว่าตัวสะเออะขึ้นมาตีเสมอ กฎที่ว่ามักจะตั้งโดยคนในชนชั้นหรือเปลือกที่สูงที่สุด ....... ทุนนิม สังคมนิยม ก็ว่ากันไป

    ...... ส่วนตัวแล้วค่อนข้างจะเกลียดชังและอยากเอาชนะโลกของทุนนิยมจริงๆ แต่คงไม่ใช่วิธีการประท้วงหน้าสภา รึเข้าป่าไปใช้ชีวิตแบบชาวบ้านอะไรแบบนั้น ..... วิธีการชนะไม่ใช่การหลีกหนีรึต่อสู้ประท้วงแบบผู้ขอร้องที่ไม่มีทางชนะ ....... วิธีการที่อยากจะทำก็คือต้องยืนอยู่เหนือมัน ใช้พลังของทุนนิยมสร้างตัวเองให้อยู่รอดและยืนหยัดให้ได้ซะก่อนแล้วกลับมาทำอะไรเพื่อสังคม ทำโดยไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่ต้องแคร์เสียงนกเสียงกา ใช้ชีวิตแบบพึ่งลำแข้งตัวเองโดยที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ....... คงคล้ายกับดาบตำรวจที่ปลูกต้นไม้ซะทั่วอำเภอนั่นแหล่ะ จากพื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นพื้นที่สีเขียว ทำมา 15 ปีควบคู่ไปกับงานตำรวจ เหนื่อยก็พัก ใครจะว่ายังไงแกก็เฉยๆ ....... วิถีคนเมืองก็ทำแฉกเช่นที่แกทำได้ แค่ออกไปเก็บขยะแถวบ้านก็ถือว่าช่วยเหลือสังคมแล้ว ..... แม่ค้าแม่ขายก็ช่วยสังคมได้ เก็บกวาดแผงลอย เก็บขยะหลังจากค้าขายเสร็จ บ้านเมืองมันก็จะดูเรียบร้อย ..... ไม่ต้องทำตัวเป็นคนดีให้ใครเห็นก็ทำกันได้ง่ายๆ แต่มันคงไม่แจ่ม เลยไม่ค่อยทำกัน

    คนที่จะเอาชนะทุนนิยมกับเปลือกของสังคมได้ ไม่ใช่คนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต ใช้เงินมากกว่าเงินที่หามาได้ ซื้อสินค้าเงินผ่อนแบบไม่บันยะบันยัง แต่ชูคออยู่ในสังคมแบบไม่เจียมตัวเอง เวลาพบปะคนอื่นก็ดูเหมือนจะมีฐานะ แต่พออยู่ตัวคนเดียวกลับมานั่งคิดแต่เรื่องหนี้สิน ถ้าคิดว่าสิ่งพวกนี้มันมีความสุขก็ทำกันต่อไป ....... ควบคุมความอยากได้อยากมี ชีวิตจะมีสุข และไม่มีหนี้ ..... วิกฤติเศรษฐกิจของไทยกำลังจะกลับมาอีกรอบเพราะความอยากมีอยากได้ไม่รู้จักพอเพียงของคนทีมันเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

    4/19/2005

    ทำงานกับลูกค้าชอบมีกิ๊ก...

    หลายวันมานี่เจอแต่เรื่องแย่ๆ เหนื่อยๆ หนักๆ ทั้งนั้น อะไรๆมันประดังประเดเข้ามาในชีวิตเต็มไปหมด อยากจะพักก็พักไม่ได้ ไม่ทำงานเงินก็ไม่มีใช้ .... บ่นไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ต้องก้มหน้าก้มตาทนกันไป ในเมื่อตัดสินใจจะเป็นเจ้านายของตัวเองแล้ว มันคงเป็นเรื่องธรรมดา .... ช่วงนี้คงโคตรซวยอย่างแรง มีแต่เรื่องจริงๆ

    ลูกค้าแก้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามใจฉัน ปิดงานไม่ได้ .... ที่เขาแก้ได้บ่อยๆคงเป็นเพราะเราใจดีจนเกินไป มีอะไรก็ ok หมด แก้ให้ เพิ่มให้ .... กรณีที่เจออยู่ตอนนี้เป็นลักษณะงานแก้โน่นเพิ่มนี่หลายๆ jobs เข้า พอมันโหลดก็จะเหนื่อย คนโน้นก็อยากได้เร็วที่สุด คนนี้ก็จะเอาทันที สั่งเช้าเอาบ่าย .... ไอ้เรามันใช่เทวดาซะเมื่อไหร่ งานใหม่ที่จะเข้ามาก็เลยเสียกระบวนกันไปหมด ..... ต่อแต่นี้คงจะต้องฝึกเรื่องความเขี้ยวมั่ง ใจดีมาเยอะแล้ว ขืนทำแบบนี้ต่อไปคงต้องกินดินแทนข้าว เพราะบางงานครึ่งปียังปิดงานไม่ได้เลย

    ลูกค้าหลายรายก็ค่อนข้างฉลาด บางครั้งเรียกเราเข้าเสนองานแข่งกับเจ้าอื่น เพื่อให้งานที่ออกมาดีที่สุด .... แต่เงินค่าเสียเวลาในการทำแบบไม่จ่ายเลยสักแดง ถ้าไม่ได้งานนั้นๆ ก็คือเสียเวลา เสียสุขภาพ แถมไม่ได้เงิน .... ช่วงก่อนหน้านี้ก็เคยบ้าๆทำงานลักษณะนี้เหมือนกัน คือไปแข่งแย่งงานกับเจ้าอื่น ได้มั่งไม่ได้มั่งตามยถากรรม ได้งานทีก็เฮ ไม่ได้งานก็มานั่งเซ็ง ... เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากจะเสียเวลาแล้ว ถ้าเรียกเข้าไปเสนอแบบ อย่างน้อยต้องมีค่าเสียเวลาเพิ่มเข้ามา ถ้าไม่ตกลงตามข้อเสนอนี้ก็ไม่รับงาน ....

    การทำงานมันมีบางส่วนคล้ายผู้หญิง และบางส่วนก็ต่างกันไป ..... เรื่องงานบางครั้งเราพยายามทำตามใจลูกค้าจนเกินไปมันก็ไม่ก่อเกิดประโยชน์ ลูกค้าต้องการงานที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่ม ก็ยืดเยื้อ บางครั้งคงต้องบอกกันล่วงหน้ากันบ้างว่าแก้ได้กี่ครั้ง เท่านี้ๆ .... เปรียบไปลูกค้าที่ค่อนข้างเรื่องมาก จุกจิก ก็เหมือนผู้หญิงที่เอาแต่ใจ ทำดีเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยเห็นคุณค่า กูจะเอาแต่ใจท่าเดียว ทำห่าอะไรไปก็ไม่ถูกใจซักที บางทีก็แอบไปมีคนอื่นซะงั้น .....

    ลูกค้าที่เรียกคนหลายๆคนเข้าไปเสนองานเพื่อเป็นตัวเลือก โดยที่ไม่ยอมจ่ายค่าเสียเวลาอะไรเลย อาจจะเรียกได้ว่า.... ลูกค้ามีกิ๊ก ถ้าเทียบกับผู้หญิงที่มีกิ๊กแล้ว ลูกค้าที่มีกิ๊กดูจะร้ายกาจกว่าเยอะ.... ยังไงน่ะเหรอ...

    ยอมเป็นกิ๊กกับลูกค้า อาจจะไม่ได้อะไรเลย ..... เสียเวลา เสียสุขภาพ ไม่ได้ตังค์ .....

    ยอมเป็นกิ๊กกับสาว อาจจะดีกว่านิดหน่อย ถึงจะเป็นแค่กิ๊กเก็บ แต่อาจจะได้มีเพศสัมพันธ์ .....

    ที่แน่ๆ เป็นกิ๊กชาวบ้าน... มีแต่เสียตัว....

    4/16/2005

    Nostalgia : เด็กสาวที่ป้ายรถเมล์

    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงในวัยเด็กอันแก่แดดของผมเอง อาจจะมีเสริมแต่งเติมบ้าง แต่ 80% ของเรื่องที่เขียนเป็นสิ่งประทับใจในช่วงนั้น ....นึกขึ้นมาทีไรมันรู้สึกดีทุกครั้งจริงๆ บางครั้งชีวิตมันก็มีเรื่องดีๆเข้ามาบ้างเหมือนกัน อารมณ์นี้เข้าข่าย poppy love รึเปล่า ผมไม่แน่ใจ อยากจะเอาไปสร้างเป็นหนังสั้นน่ารักๆ สักเรื่องดูเหมือนกัน น่าจะน้ำเน่าดีพิลึก ยังไงก็ลองอ่านๆกันดูนะ

    เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมากในสายตาผมเลยล่ะ...


    ครั้งแรกที่ผมพบเธอ เป็นวันที่ผมตื่นเช้าที่สุดตั้งแต่เรียนชั้น ม.3 มาเลยก็ว่าได้
    ซึ่งปกติแล้วผมจะไปโรงเรียนสายและได้ยืนร้องเพลงชาติหลังเพื่อนๆที่หน้าห้องฝ่ายปกครองเป็นประจำ
    กลิ่นฝนพรำปรอยๆยามเช้าของฤดูฝน เวลาเกือบหกโมงเช้า มันรู้สึกสดชื่นดีพิลึก
    ผมไปยืนรอที่ป้ายรถเมล์ตามเดิม ที่ป้ายรถเมล์มีแค่ผมกับคนอีกคนนึง....

    ผมพยายามมองหน้าเธอให้ชัดๆ แต่รถเมล์ที่ผมจะต้องขึ้นมาจอดป้ายเสียก่อน ผมขึ้นรถเมล์แล้วมองลงมาก็ยังมองหน้าเธอได้ไม่ชัดอยู่ดี ชักสงสัยว่าเป็นผีรึคน...
    อีกไม่กี่วันถัดมา ผมตื่นเช้าอีกแล้ว ช่วงนั้นงงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมและอะไรทำให้คนขี้เซาอย่างผมมีอาการอยากไปโรงเรียนเช้าขนาดนั้นได้
    เช้าวันนั้น เวลาเดิม ผมเจอเธอที่ป้ายรถเมล์อีกครั้ง ครั้งนี้ผมพยายามแอบมองหน้าเธอให้รู้ชัดๆว่าหน้าตาเป็นยังไง แต่ก็ได้แค่มอง.....
    หลังจากเห็นหน้าเธอวันนั้น ผมก็มีอาการแปลกๆ ตื่นเช้าแทบจะเป็นกิจวัตร และก็เจอเธอเกือบทุกวันเหมือนกัน....

    บางครั้งอยากจะเข้าไปทักเธอให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ไม่กล้าพออีก
    บางทีรู้สึกว่าเธอก็แอบมองผมเหมือนกัน แต่พอผมหันกลับไป กลายเป็นว่าเธอไม่ได้มองมาที่เราซะแบบนั้น
    มีอยู่หลายครั้งที่ผมแอบมองแล้วเธอหันมา เธอคงจะสงสัยว่าทำไมเรามาเจอไอ้บ้านี่บ่อยจัง
    มีอยู่ช่วงนึงที่ผมไม่ได้เจอหน้าเธอเลยเกือบ 1 เดือน คือช่วงปิดเทอมกลางภาค มันเหมือนขาดหายอะไรไปบางอย่างพิกล

    แต่แล้วหลังจากเปิดเทอม ผมมายืนรอรถเมล์ที่ป้ายเดียวกันกับเธออีกครั้ง...
    ไอหมอกของหน้าหนาวยามเช้า ทำให้ผมแอบมองหน้าเธออยู่ห่างๆได้ไม่ชัดนัก จะเข้าไปใกล้กว่านี้ เดี๋ยวคงจะโดนเธอด่าเอาแน่ๆ
    แต่มันรู้สึกแปลกๆยิ่งกว่าเดิม เหมือนว่าเธอแอบมองผมอยู่ท่ามกลางไอหมอกเหมือนกัน....
    ผมแอบมองเธออยู่แบบนั้นจนจบชั้น ม.3 ย้ายโรงเรียนและไม่ได้ขึ้นรถเมล์ป้ายนั้นในตอนเช้าอีกเลย...

    ผมมาเจอเธออีกครั้งในอีก 7 ปีให้หลัง....
    เป็นเหตุบังเอิญอยู่เหมือนกันที่วันนั้นผมตื่นเช้ามาก....
    ผมพบเธอในหมู่บ้านใกล้ๆกับแถวบ้านผมนี่เอง... ไม่น่าเชื่อว่าจะพบเธออีกครั้ง...
    หลังจากไม่ได้แอบมองหน้าเธออยู่ฝ่ายเดียวนานหลายปี จนเกือบจะเป็นแค่ความทรงจำวัยเด็ก
    บ้านของเธออยู่ตรงกันข้ามกับบ้านเพื่อนสนิทของผมแค่นี้เอง แปลกมากที่ไม่เคยรู้เลย....

    เช้าวันนั้น ใบหน้าเธอยังคล้ายๆคนเดิมที่ผมเคยแอบมองเมื่อหลายปีก่อน จะเปลี่ยนไปก็เพียงเล็กน้อยแค่นั้น
    เธอยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน ท่ามกลางอากาศยามเช้า...
    ผมเกือบไม่กล้าที่จะทักเธอเช่นเคย.... แต่เธอหันมองมาที่ผมพอดี
    ความรู้สึกในตอนนั้น ดูเหมือนเราจะจำกันได้เหมือนคนที่รู้จักกันมานานหลายปี
    .... ผมยิ้ม และ เธอก็ยิ้มตอบ .........

    ผมพึ่งจะมารู้ชื่อของเธอตอนเช้าของวันนั้นนั่นเอง......

    (ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ....)

    4/15/2005

    เงิน เงิน เงิน...

    ช่วงนี้เหนื่อยเอาการ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องชีวิต ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทุกๆอย่างจะดีขึ้น ...ชีวิตไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง มันก็แบบนี้ .....พูดถึงเรื่องเงินๆทองๆแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตแต่มันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ผมมีคนรู้จักหลายๆคนที่มักจะพูดอยู่เสมอว่า เงินไม่สำคัญเท่าความเป็นเพื่อน แต่เวลาเดือดร้อนมักมายืมเงินจากเพื่อนทุกที หลังจากนั้นก็หายหัวไป ไม่ได้ใส่ใจกับเงินที่ยืมชาวบ้านเขาไปเลยแม้แต่น้อย พอมาเจอกันอีกทีก็พูดคำเดิมๆ โดยที่ไม่เคยมองกลับมาถามตัวเองว่าระหว่าง เพื่อนกับเงินของเพื่อนอะไรสำคัญมากกว่า .....ส่วนใหญ่แล้วคนลักษณะนี้มักจะอ้างความเป็นเพื่อนเวลาเดือดร้อนเรื่องเงินทองบ่อยๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าในเมื่อเงินไม่สำคัญสำหรับเขา ทำไมไปหาเรื่องเดือดร้อนเรื่องเงินทองมาใส่ให้กับตัวเอง ....มีเงินหยิบมือแต่ไปถอยรถราคาแพงเกินตัว พอขาดผ่อนก็อาศัยยืมเงินเพื่อน ยืมเงินที่บ้านไปโปะ ..... ชีวิตมีแต่หนี้สิน ดีตายห่าเลย เงินไม่สำคัญสำหรับเขา เพราะเขาไม่เคยคิดจะเก็บเงินนี่เอง ....

    มีคนหลายคนที่คิดลักษณะนี้ คิดง่ายๆว่าอยากมีรถมีบ้าน อยากได้มือถือเครื่องใหม่ ก็ผ่อนเอา ใช้บัตรเครดิต กู้ธนาคาร ใช้เงินอนาคตไปซะทุกอย่าง ....แต่ชีวิตประจำวันทำงานไปวันๆ เรื่อยๆเปื่อยๆ ไม่กระตือรือล้น คิดว่าทุกอย่างสามารถแก้ปัญหาได้โดยที่ไม่มองปัญหาในภายภาคหน้า .... ก่อหนี้สินไปเรื่อยๆ ตอนนี้คนไทยเราคิดแบบนี้กันมากเหลือเกิน จนเศรษฐกิจเริ่มจะเน่าในแล้ว คาดว่าอีก 3 ปี วิกฤติเศรษฐกิจจากความฟุ่มเฟือยและไม่รู้จักพอของคนจำนวนมากพวกนี้ อาจจะเกิดขึ้นแน่ๆ ถึงจะไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์ปี '40 แต่ก็น่าจะเดือดร้อนกันทั่วหน้า ...... ยังไงก็ตามขอเป็นคนที่ดูไม่รวยในสายตาคนอื่นดีกว่า ใครมันจะดูถูกก็ดูถูกไป อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นลูกหนี้ใคร ออกจะเป็นเจ้าหนี้ด้วยซ้ำ .... เปรียบเทียบไปเสือมันก็ต้องล่าเหยื่อเอง แต่เสือกระดาษก็ย่อมเป็นเสือกระดาษที่เอาไว้ขู่คนแค่นั้น ไม่มีปัญญาแม้แต่จะพึ่งความสามารถของตัวเอง...